วิตามินบำรุงผิว วิตามินอะไรบ้างที่ช่วยบำรุงผิวให้ขาวได้อย่างรวดเร็ว

วิตามินบำรุงผิว วิตามินอะไรบ้างที่ช่วยบำรุงผิวให้ขาวได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายของคุณได้รับเพียงร้อยละหนึ่งของอาหารที่คุณทานเข้าไป ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าใดก็ตาม ดังนั้นการทานวิตามินบำรุงผิวเสริม เพื่อถมช่องว่างความต้องการวิตามินในร่างกายให้เต็มนั้น จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความสำคัญมากเลยทีเดียว วิตามินบำรุงผิว.

วิตามินบำรุงผิว

วิตามินบำรุงผิว
1.Retinoids หรือกรดวิตามินเอ เป็นวิตามินบำรุงผิวสำหรับต่อต้านริ้วรอย ที่ได้รับการค้นคว้าวิจัย และพิสูจน์แล้วกว่า 700 ชิ้น ว่าสามารถช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำให้จางหายไป พร้อมกับช่วยลดความหยาบกร้านของผิวให้ผิวกลับมาราบลื่นมากขึ้นหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอวิตามินบำรุงผิว
การใช้งาน Retinoids เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีข้อจำกัด โดยแนะนำให้ใช้ในช่วงเวลากลางคืน ที่ปลอดแสงแดด อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผิวของวิตามินบำรุงผิวชนิดนี้ สามารถทำงานให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ สำหรับปริมาณที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้าของคุณอย่างเหมาะสม เพียงปริมาณเท่าเม็ดทั่ว กรดวิตามินเอก็มากเพียงพอแล้วที่จะช่วยครอบคลุมบำรุงใบหน้าโดยรวมของคุณ
2.วิตามินบี 3 เป็นวิตามินบำรุงผิวที่ได้รับพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และลดรอยแดงบนผิวให้น้อยลง โดยการปกป้องผิวชั้นนอกเอาไว้ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้วิตามินบี 3 ยังช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานิลยังเซลล์ผิวจุดต่างๆ ที่ทำให้เกิดรอยด่างดำขึ้นบนผิวอีกด้วย วิตามินบี 3 จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวแห้ง และต้องการได้รับวิตามินบำรุงผิวอย่างเหมาะสมวิตามินบำรุงผิว
3.วิตามินซี ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีอย่างน้อย 5% มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยบำรุงผิวพรรณ จากการศึกษาวิจัยทั่วโลก ทำให้เราพบว่า อนุมูลอิสระเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดริ้วรอยขึ้นบนผิว ในขณะที่วิตามินซีนั้น สามารถช่วยทำให้ผิวมีความเรียบเนียน เต่งตึง และลดเลือนจุดสีน้ำตาลบนผิวให้น้อยลง นอกจากนี้ในการศึกษาผู้หญิง ที่ผิวได้รับการทำลายจากแสงแดด ด้วยครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซีเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าผิวมีการเปลี่ยนสี มีความสมบูรร์มากขึ้น ดังนั้นการใช้ครีมบำนรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซี ทาก่อนครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทึกครั้ง ผิวของคุณก็จะได้รับการปกป้องดูแลได้ดีมากยิ่งขึ้น
4.วิตามินอี เป็นวิตามินบำรุงผิว ที่ช่วยลดความแห้งกร้าน และส่งเสริมการปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวี เพียงส่วนผสมของวิตามินอี อย่างน้อยที่สุด 1% ภายในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว วิตามินอีก็จะสามารถช่วยปราบความแห้งกร้าน ด้วยการทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ นอกจากนี้วิตามินอี ยังช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของอนุมูลอิสระ จนกระทั่งได้รับฉายา “ซุปเปอร์สตาร์” ในการปกป้องดูแลผิวเลยทีเดียว สำหรับการใช้วิตามินอีในการบำรุงผิวพรรณที่เหมาะสมที่สุดนั้น ควรใช้ก่อนและหลังการสัมผัสกับแสงแดดอย่างรุนแรง
การเข้าใจคุณสมบัตที่แตกต่างกันของวิตามินบำรุงผิวแต่ละชนิด พร้อมกับวิธีการใช้ที่ถูกต้องเหมาะสม ล้วนแล้วแต่ทำให้คุณสามารถดึงเอาประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของวิตามินออกมาใช้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้ขาวเนียน สดใส อย่างยาวนานเลยทีเดียว วิตามินบำรุงผิว.

ขาลาย บอกลาปัญหาขาลาย 3 สูตรสครับง่ายๆ

ขาลาย บอกลาปัญหาขาลาย 3 สูตรสครับง่ายๆ ที่ช่วยให้ขาเนียนด้วยเหตุนี้เอง เราจึงนำ 3 สูตรสครับขา แก้ปัญหารอยด่างดำและอาการขาลายมาฝากกันค่ะ สาวๆ คนไหนที่กำลังกลุ้มใจว่าทำอย่างไรขาจึงจะสวยซักที ลองเอา 4 สูตรสครับนี้ไปทำตามกันดูค่ะ ขาลาย.

ขาลาย

ขาลาย
1. สครับขาด้วยดินสอพอง
ผสมดินสอพองกับน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากันจนได้เนื้อครีมข้น จากนั้นนำมาพอกขาหรือแต้มลงบนจุดด่างดำ ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำวันเว้นวันจะช่วยลดรอยต่างๆ ที่ขาได้ค่ะขาลาย
2. สครับขาด้วยมะขามเปียกผสมขมิ้นขาลาย
นำน้ำมะขามเปียกผสมกับขมิ้นผง จากนั้นนำใยบวบที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วชุบน้ำมะขามเปียก ค่อยๆ ขัดวนลงบนผิวหนังที่มีรอยด่างดำหรือจะขัดทั่วทั้งขาก็ได้ จากนั้นจึงค่อยล้างน้ำออกให้สะอาด สูตรนี้สามารถใช้กับบริเวณหัวเข่า ตาตุ่มหรือบริเวณที่มีผิวหนังด้านได้เช่นกันค่ะ
3. สครับขาด้วยมะกรูด
นำมะกรูดมาผ่าครึ่ง จากนั้นนำไปขัดวนเบาๆ ให้ทั่วทั้งขาโดยเฉพาะบริเวณที่มีจุดด่างดำ จากนั้นล้างออกให้สะอาด ควรทำเป็นประจำวันเว้นวันหรืออาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง รอยด่างดำจะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ขาลาย.

แขนลาย เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง

แขนลาย เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง ปัญหาแขนลายเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นจากต่อมน้ำเหลืองที่ทำงานไม่เป็นปกติ รอยแผลเป็นจากกิจกรรมต่างๆ อาการภูมิแพ้ ขนคุด สีผิวไม่เรียบสม่ำเสมอ ไวรัสผิวหนัง การเพิ่มหรือลดน้ำหนักตัวมากจนเกินไป แต่สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาแขนลายกับคุณสาวๆ ในบ้านเรามากที่สุด และควรให้ความใส่ใจมากที่สุดนั้นคือ ปัญหาแขนลายจาก “ผิวที่แห้งมาก” เนื่องจากขาดความชุ่มชื้น จนกระทั่งทำให้เกิดริ้วรอยเส้นแตกลายขึ้นบนผิวเป็นจำนวนมาก แขนลาย.

แขนลาย

แขนลาย การป้องกันอาการแขนลายที่เกิดจากผิวขาดความชุ่มชื้น

ผิวที่ขาดความชุ่มชื้น นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาแขนลายขึ้นแล้ว ในกลุ่มของผู้สูงอายุยังนับว่าเป็นปัญหาที่มีความร้ายแรงมากที่เดียว เพราะผิวที่แห้งมากๆที่ขา บริเวณใต้ศอก และแขนที่ต่ำ จะแห้งหยาบเป็นสะเก็ด ทำให้เคลื่อนไหวค่อนข้างยาก ถ้าหารู้สึกคันและเกา ก็อาจจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อขึ้นได้ สำหรับวิธีป้องกันปัญหาแขนลายที่เกิดขึ้นจากการผิวขาดความชุ่มชื้น มีดังต่อไปนี้

1.พยายามอย่าออกไปข้างนอกในช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่รังสีของดวงอาทิตย์แรงมากที่สุด และอย่าหลงกลเมฆที่ครึ้มทั่วท้องฟ้า เพราะรังสีจากดวงอาทิตย์สามารถทะลุผ่านเมฆเหล่านั้นได้

2.เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF จำนวน 15 ขึ้นไป และควรทาทุกครั้งที่คุณสาวๆอยู่ในสระว่ายน้ำ หรือทะเล ซึ่งควรจะสังเกตฉลากข้างขวดด้วยว่าเป็นครีมกันแดดแบบกันน้ำหรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช่แล้วล่ะก็ น้ำจากการทำกิจกรรมเหล่านี้จะชะล้างสารปกป้องผิวจากรังสีของดวงอาทิตย์ออกไปจนหมดแขนลาย

3.ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และควรทาก่อนการออกแดดประมาณ 15-30 นาที ซึ่งปริมาณการทาครีมกันแดดจะมาก และบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับกิจกรรมของคุณ เช่น การว่ายน้ำ ปริมาณเหงื่อที่ออก การขัดถูผิวของตัวคุณด้วยผ้าขนหนู เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดน้อยลง
4.สวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยปกป้องแสงแดด หมวกปีกขนาดใหญ่จะช่วยปกป้องลำคอ หู ตา และหัว ในขณะที่แว่นตากันแดด ควรเลือกแบบที่สามารถป้องกันรังสีจากแสงแดดได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ควรสวมใส่เสื้อแบนยาว กางเกง หรือกระโปรงยาวด้วย

5.หลีกเลี่ยงการใช้สารฟอกหนัง พยายามอย่าใช้ Sunlamps เครื่องหนังหรือเตียงฟอกหนัง ซึ่งสารเคมีในสารฟอกอาจจะส่งผลทำให้แขนลายขึ้น เนื่องจากเป็นสารที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากองค์การอาหารและยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา แขนลาย.

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ สำหรับสาวๆ ทั่วไป สิวมีหลายชนิดแต่สิวที่เราจะพบเจอบ่อยๆ

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ สำหรับสาวๆ ทั่วไป สิวมีหลายชนิดแต่สิวที่เราจะพบเจอบ่อยๆ และมันพร้อมที่จะผุดขึ้นมาทักทายบนใบหน้าของเราได้ทุกเมื่อนั่นก็คือ สิวผด เป็นตุ่มเล็กๆ มองไม่เห็นในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายจะพบว่า มีตุ่มผดโผล่ขึ้นมา และ สิวอุดตัน ซึ่งเกิดจาก การอุดตันของต่อมไขมันนั่นเอง วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ.

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ เมื่อสิวตุ่มเล็กๆสร้างความรำคาญใจให้แก่สาวๆ วันนี้ดิฉันมี 4 วิธีการรักษาสิวแบบธรรมชาติใกล้ตัว และใกล้ครัว มารับมือกับเจ้า สิวผด สิวอุดตัน เหล่านี้ค่ะ

วิธีรักษา สิวผด สิวอุดตัน แบบธรรมชาติ

ไข่ขาวรักษาสิววิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

ไข่ขาว

ไข่ เป็นวัตถุดิบที่มีประจำตู้เย็นแทบจะทุกบ้าน เพราะเมนูไข่ถือว่าเป็น เมนูประจำชาติ ได้เลยทีเดียว อีกหนึ่งคุณประโยชน์ของไข่ที่สาวๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบนั่นคือ

ไข่ขาว สามารถพิชิต สิวผด สิวอุดตัน ได้เป็นอย่างดี และวิธีก็ง่ายแสนง่าย แค่ล้างหน้าให้สะอาดแล้วพอกด้วยไข่ขาว ทิ้งไว้ 10 -20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 1 สัปดาห์ แล้วบอกลากับบรรดาสิวๆได้เลยค่ะ

หมายเหตุ: ช่วงแรกในการบอกหน้าสาวบางคน อาจพบปัญหาสิวเห่อ เพราะเป็นช่วงที่มีการขับสารพิษออกมา ให้อดทนทำต่ออีก 2-3 วันนะคะ

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งแท้จากธรรมชาติ สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ คล้ายกับยาปฏิชีวนะอ่อนๆ ดังนั้น การนำน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ มาพอกหน้า 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่น

จะทำให้ผิวสะอาด ลดการเกิด สิวผด สิวอุดตัน ได้ เนื่องจาก น้ำผึ้ง จะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุการเกิดสิว

น้ำมะนาววิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

น้ำมะนาว อุดมไปด้วย กรดผลไม้ หรือ AHA (Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งจะเร่งให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป

วิธีการใช้ ก็แค่บีบน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย เพื่อเจือจาง ไม่ให้น้ำมะนาวเข้มข้นมากเกินไป

แล้วทาไปบริเวณที่เกิดสิวทิ้งไว้ 10-20 นาทีแล้วล้างออก หรือบางสูตรอาจนำ น้ำมะนาวผสมผงยาสีฟันสมัยโบราณ แล้วพอกหน้า 10-15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดก็ได้

รับรองเจ้า สิวผด สิวอุดตัน หายเกลี้ยงเลยค่ะ

มะนาวรักษาสิว

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ มีสารสำคัญที่ดีต่อผิวพรรณมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไลโคปีน แคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน กรดอะมิโน วิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ

สามารถรักษา สิวผด สิวอุดตัน ได้ แค่ทำการหั่นมะเขือเทศเป็นแว่นๆ หรือบดให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์

พบวิธีรักษา สิวผด สิวอุดตัน ง่ายๆ และปลอดภัยจากธรรมชาติ แล้วอย่าลืมไปลองทำดูนะคะสาวๆ แต่อย่างไรก็ตาม

ป้องกันดีกว่าแก้ไข แค่ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลผิวหน้าให้สะอาด แค่นี้ก็ลดการเกิดสิวผด สิวอุดตัน ได้แล้วค่ะ วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ.

กระชับรูขุมขน สำหรับวิธีกระชับรูขุมขนกว้างบนใบหน้าง่ายๆ

กระชับรูขุมขน สำหรับวิธีกระชับรูขุมขนกว้างบนใบหน้าง่ายๆ นั้น สาวๆสามารถแก้ปัญหารูขุมขนกว้างด้วยสูตรกระชับรูขุมขนจากวิธีธรรมชาติดังต่อไปนี้ค่ะ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน

1. มะเขือเทศ หากพอกหน้าด้วยมะเขือเทศปั่นวันละ 15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน สมานผิวหน้าให้เต่งตึง รักษาสิว และช่วยกระชับรูขุมขนอย่างเห็นผลได้ชัดอีกด้วยค่ะ

2. ประคบน้ำแข็ง เพียงแค่นำเอาก้อนน้ำแข็งสะอาดมาประคบบนใบหน้า หรือถ้าเย็นมากจนทนไม่ไหวก็ให้ใช้ผ้าบางๆ ห่อน้ำแข็งเอาไว้ ก่อนจะนำมาถูก็ได้ จากนั้นถูวนเบาๆและเน้นบริเวณผิวที่มีรูขุมขนกว้าง ทำเป็นประจำทุกเช้าหรือก่อนนอนครั้งละประมาณ 15-30 วินาที ก็จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับและเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะกระชับรูขุมขน

3. มะนาว เพียงแค่นำน้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมลงไปกับดินสอพองหรือน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ช่วยลดปัญหารูขุมขนอย่างเห็นผลได้ชัด นอกจากนี้แล้วมะนาวยังช่วยให้ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆกับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดำหรือรอยแผลเป็นจางลงอีกด้วยค่ะกระชับรูขุมขน

4. น้ำผึ้ง อีกหนึ่งตัวช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส และยังช่วยกระชับรูขุมขนให้แลดูเล็กลงอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำผึ้งไปผสมกับโยเกิร์ต แล้วนำมาพอกหน้าไว้ประมาณ 15 นาที หรือนำมานวดแบบเพียวๆก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ใบบัวบก อีกหนึ่งสมุนไพรที่ช่วยกระชับรูขุมขนที่ได้ผลดีไม่น้อยไปกว่าวิธีอื่นๆ เนื่องจากใบบัวบกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายนั่นเอง สำหรับวิธีใช้ใบบัวบกลดรูขุมขนนั้น เพียงแค่นำใบบัวบกเอามาปั่นผสมกับน้ำเย็น แล้วพอกทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 -30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้รูขุมขนก็จะค่อยๆเล็กลงๆจนหายไปในที่สุดค่ะ กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง พุงป่องๆ เป็นปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องคอยระวัง

ลดหน้าท้อง พุงป่องๆ เป็นปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องคอยระวัง อยู่ตลอดเวลา เพราะหน้าท้องเป็นสะสมไขมันอยู่แล้ว เผลอนิดเดียวพุงก็พร้อมจะยื่นได้ทุกเมื่อ คงต้องบริหารด้วยท่าเด็ดเหล่านี้ ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง ท่าที่ 1 ลดหน้าท้องระหว่างพักผ่อน
ระหว่างนอนดูทีวี ให้นอนราบ วางขาทั้งสองข้างไว้บนเก้าอี้ เกร็งหน้าท้องพร้อมยกศีรษะ ไหล่ และหลังขึ้นมาจากพื้น นับ 1-5 แล้วค่อยๆ ปล่อยตัวนอนราบตามเดิม ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 2 ท่ายกสะโพกสูง
นอนราบกับพื้น แขนวางแนบข้างลำตัว ชันขาขึ้นให้หัวเข่าทั้งสองตั้งฉากข้างกับพื้น จากนั้นเกร็งหน้าท้องแล้วค่อยๆ ยกสะโพกให้สูงขึ้นจากพื้นประมาณ 2-3 นิ้ว ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำสัก 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 3 ลดหน้าท้องแบบทแยงมุม
เริ่มต้นด้วยกานนอนหงายเช่นเคย ใช้แขนรองไว้ใต้ต้นคอเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อคอ ชันขาทั้งสองข้างขึ้น วางข้อเท้าขวาไว้บนเข่าซ้าย ค่อยๆ เกร็งหน้าท้องพร้อมกับยกลำตัวขึ้น บิดลำตัวให้ข้อศอกขวาหันไปหาหัวเข่าซ้าย ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง จากนั้นให้เปลี่ยนข้าง

ท่าที่ 4 ท่าสลับซ้ายขาลดหน้าท้อง
นอนหงายชันเข่า สูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยกลำตัวท่อนบนขึ้นจากพื้น โดยวางมือลงบนขมับหรือบนต้นขา กับคอ โน้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด เกร็งหน้าท้องไว้แล้วบิดตัวไปทางซ้าย 1 ครั้ง ขวา 1 ครับสลับกัน จากนั้นค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนราบตามเดิม ควรทำ 10-15 ครั้ง เป็น 1 เซต

ท่าที่ 5 ท่านอนคว่ำลดหน้าท้อง
นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น วางข้อศอกให้ตั้งฉากกับลำตัว จากนั้นค่อยๆ เกร็งหน้าท้องพร้อมกับยกลำตัวขึ้น โดยใช้ปลายเท้ายันพื้นไว้คล้ายกับท่าวิดพื้น แต่ต่างกันตรงที่ให้คุณใช้ข้อศอกค้ำลำตัวไว้แทน เกร็งหน้าท้องค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วลดลำตัวลง ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 6 ท่าชูขาสูง
นอนหงายสบายๆ วางแขนข้างตัว ค่อยๆ ยกขาทั้ง 2 ข้างชูขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับเกร็งหน้าท้องไว้ ค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นก็ทำใหม่แต่เพิ่มเวลาให้นานขึ้นเป็น 10 วินาที ทำไปเรื่อยๆ โดยเพิ่มเวลาขึ้นครั้งละ 5 วินาที

ท่าที่ 7 ท่าไขว้ข้อเท้า
นอนราบกับพื้นเช่นเดิม วางแขนสบายๆ ข้างลำตัว ค่อยๆ งอข้อศอกให้แขนรับน้ำหนักตัวแล้วยกแผ่นหลังขึ้นให้สูงที่สุด จนรู้สึกเกร็งที่หลังและหน้าท้อง จากนั้นไขว้เท้าซ้ายกับเท้าขวาค้างไว้ 10-15 วินาที แล้วนอนราบตามเติม จากนั้นทำซ้ำใหม่โดยเปลี่ยนข้อเท้าที่ทับเป็นเท้าขวาแทน ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของท่านี้คือจะลดอาการปวดเมื่อยตามหลัง และลำตัวได้ดี ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ วิธีการป้องกันวิธีรักษา

สิวอักเสบ วิธีการป้องกันวิธีรักษา และการป้องกันในการไม่ให้เกิดสิวอักเสบง่ายๆคือ หลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดสิว พูดแบบนี้ดูกว้างใช่ไหมคะ งั้นจะยกตัวอย่างเป็นข้อง่ายๆให้เพื่อนๆฟังกันนะค่ะ สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ

1. อย่าบีบ แกะ จับ หรือเกาใบหน้า – ซึ่งข้อนี้สำคัญที่สุดเลย เนื่องจากมือเราเป็นแหล่งเชื้อโรค และแบคทีเรีย ถ้าเอามือไปยุ่งกับใบหน้าเยอะก็เท่ากับเพิ่มโอกาสการติดเชื้อให้กับสิวอุดตัน กลายไปเป็นสิวอักเสบนั่นเอง

2. หลีกเลี่ยงมลพิษ – หมายความรวมถึงฝุ่นละอองจำนวนมาก ควันจากการเผาขยะ เพราะเหล่านี้แหละแหล่งของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขนเกิดเป็นสิวอุดตัน รอการพัฒนาต่อไปสิวอักเสบ

3. ระวังเรื่องเครื่องสำอางค์ – เพื่อนๆอย่าแช่เครื่องสำอางค์ไว้บนหน้านาน เสร็จธุระแล้วต้องล้างออก และพยายามอย่าเลือกใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเยอะสิวอักเสบ

*** 4. ทำความสะอาดหน้า – หากแต่งหน้าควรใช้เมคอัฟรีมูฟเวอร์เช็ดเครื่องสำอางออกก่อนเสมอ เพราะเครื่องสำอางบางอย่างไม่สามารถล้างออกได้ด้วยสบู่หรือโฟม เช็ดเครื่องสำอางแล้วค่อยล้างตามด้วยโฟมหรือสบู่ ถ้าผิวแห้ง-ผสมแนะนำให้ใช้โฟม ถ้าผิวมันสามารถใช้สบู่ได้ หลังจากล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมแล้วขั้นตอนนี้จะทำให้รูขุมขนของเราเปิด ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายควรปิดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์เพื่อลดและป้องกันไม่ให้มีสิ่งอุดตันเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอุดตันได้อีก สิวอักเสบ.

วิตามินซี Vitamin C ผิวขาว มีสรรพคุณลดอาการอักเสบ

วิตามินซี Vitamin C ผิวขาว มีสรรพคุณลดอาการอักเสบ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนัง และยังช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว จึงช่วยในการลดริ้วรอย จุดด่างดำจากรอยแผลเป็น และรอยสิวต่างๆได้ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสีผิวที่คล้ำจากแสงแดดให้ดูกระจ่างใสมากขึ้น ช่วยสมานแผลสดและแผลไฟไหม้ให้หายเร็วขึ้น วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี เนื่องจากวิตามินซีช่วยให้ร่ายกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง แผลจึงหายได้เร็วขึ้น ในผู้ที่ขาดวิตามินซีบาดแผลที่ผิวหนังจะหายช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ดี ควรใช้วิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะต้องเข้าใจว่าวิตามินซีเป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำได้ ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมได้ตลอดเวลา ดังนั้นจำเป็นต้องเติมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ
ปัจจุบันการได้รับวิตามินซีจากผักและผลไม้ ถือว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากกว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือเรา ต้องผ่านการชำระล้าง รวมถึงกรรมวิธีการประกอบอาหาร และได้รับประทานในที่สุด คุณค่าของวิตามินซีจึงสูญเสียไปค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากสามารถเลือกรับประทานทานผักและผลไม้สดได้ในแต่ละวันก็เป็นการดีและเพียงพอวิตามินซี
อาหารจำพวกผักที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บล็อคโคลี่ คะน้า พริกซี้ฟ้าเขียว ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว สำหรับผลไม้ ได้แก่ ฝรั่ง มะขามป้อม มะปรางสุก มะละกอสุก ขนุน ส้ม มะม่วงวิตามินซี
ในเรื่องของ Vitamin C ผิวขาว มีผลการทำวิจัยมาแล้วว่าเวลาเอามาทาที่ผิว จะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เพราะวิตามินซีไม่ใช่สารหลักที่ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใสมากขึ้น แต่มักจะนำมาเป็นสารองค์ประกอบในเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวมากกว่า ดังนั้นในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวต่างๆ นอกจากวิตามินซีแล้ว จึงควรมีส่วนผสมอื่นๆรวมอยู่ด้วย อย่างเช่น วิตามินอี เพราะเป็นสารที่ละลายในไขมัน พอทาไปบนผิวแล้ว วิตามินอีสามารถซึมเข้าไปออกฤทธิ์ได้ดีกว่า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมความงามออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งแบบรับประทานและทาบำรุง หรือที่เป็นสารสกัดเพื่อใช้ฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรงก็มี ทางที่ดีควรใช้อย่างระมัดระวังและศึกษาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพราะเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในกรณีที่ได้รับวิตามินซีมากเกินไป หรือรับประทานในปริมาณที่สูงมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมขึ้นไป จะก่อให้เกิดผลเสีย เช่น อาการท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย มีผื่นผิวหนัง และอาจทำให้เกิดนิ่วได้ ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลงทันที ที่สำคัญคนไข้โรคมะเร็งที่กำลังฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ไม่ควรรับประทานวิตามินซี เพราะจะทำให้ผลตรวจแปรปรวน วิตามินซี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซีเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามินซีเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นเองได้และร่างกายยังไม่สามารถเก็บสะสมวิตามินซีได้เนื่องจากวิตามินซีนั้นเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ประโยชน์ของวิตามินซี
– มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อทุกส่วนในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเนื้อเยื่อของผิวหนัง เส้นเอ็น เส้นเลือด ซึ่งวิตามินซีนั้นจะช่วยให้อวัยวะเหล่านี้ไม่เปราะ ยืดหยุ่น และแข็งแรงวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
– ช่วยรักษาแผลเป็น และแผลต่างๆให้หายเร็วขึ้น เช่น แผลสด แผลไฟไม้
– สามารถช่วยชลอความเสื่อมของร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นตัวสร้างคอลลาเจน
– มีสารต่อต้านโรคภูมิแพ้ สามารถบรรเทาอาการหอบหืดให้ดีขึ้นได้ บรรเทาอาการแพ้
– หากทานวิตามินซีร่วมกับ กรดแพนโทเธนิค (Pantothenic Acid) จะช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนได้
– ช่วยป้องกันและรักษา เลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด หรือแม้กระทั่งสามารถป้องกันหวัดได้วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี
– ลดการอักเสบจากการติดเชื้อ
– หากรับประทานวิตามินซีร่วมกับวิตามินอี จะช่วยลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังเส้นเลือดได้
– ป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ
โทษของวิตามินซี
– ถึงแม้วิตามินซีเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถเก็บกักไว้ใช้งานได้และหากได้รับวิตามินซีมากเกินไปก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะก็ตาม แต่หากรับประทานวิตามินซีจำนวนมากติดต่อกันหลายวัน ก็อาจจะทำให้มีอาการท้องเสีย กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
– หากร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณมากจนเกินไป อาจนำไปสู่โรคเกาต์ได้ เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการดูดซึมธาตุเหล็กตามข้อกระดูก
– มีอัตราความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในไตมากขึ้นวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิธีกินวิตามินซี กินวิตามินซีเท่าไหร่ดี? กินวิตามินซีเท่าไหร่ดี

วิธีกินวิตามินซี กินวิตามินซีเท่าไหร่ดี? กินวิตามินซีเท่าไหร่ดี โดยปกติคนอายุ 15 ปีขึ้นไป นั้นควรได้รับวิตามินซีปริมาณ 60 – 90 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนในวัยเด็กต้องการวิตามินซี 30-50 มิลลิกรัมต่อหนึ่งวัน แต่โดยรวมแล้วสามารถกินวิตามินซีเพิ่มได้ถึงราว ๆ 100 – 200 มิลลิกรัมต่อวัน วิธีกินวิตามินซี.

วิธีกินวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซี ซึ่งสำหรับบางคนอาจมีความจำเป็นที่จะต้องรับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มมากกว่าปกติหน่อย คือตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมขึ้นไปตัวอย่างเช่น คนที่มีอาการเลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด คนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ แพทย์จะให้กินวิตามินซีเสริม นอกจากนี้ยังรวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ก็จำเป็นต้องกินวิธีกินวิตามินซี

เพราะว่าบุหรี่จะไปลดปริมาณวิตามินซีที่มีอยู่ในร่างกาย เช่นเดียวกับคนที่เตรียมตัวผ่าตัด หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด ก็เป็นกลุ่มที่ควรได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม

กินวิตามินซีตอนไหนวิธีกินวิตามินซี

กินวิตามินซีตอนไหนได้ประโยชน์ดีที่สุด

กินวิตามินซีตอนไหน ให้ได้รับ ประโยชน์ของวิตามินซี ดีที่สุด เรื่องนี้ทาง แพทย์หญิง วริยา สารรัตนะ ได้ให้คำตอบที่ดีไว้ในเว็บไซต์หน่วยคลังข้อมูลยาของทางคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลเอาไว้ว่า จริงๆแล้วเราสามารถกินวิตามินซีในเวลาใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

แต่ได้แนะนำเพิ่มเติมเอาไว้ว่าอย่าทานตอนท้องว่าง ถ้าจะกินวิตามินซีให้ดีควรกินพร้อมอาหารหรือกินวิตามินซีหลังอาหารจะดีที่สุด เพราะว่าอาหารจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้ เป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการป้องกันกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองด้วย เพราะว่าวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดนั่นเอง

ซึ่งเพื่อนๆสามารถแบ่งการกินวิตามินซีตามมื้ออาหารของในช่วงวันได้ เช่น กินวิตามินซีวันละ 2 เวลาหลังอาหาร หรือ กินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร เป็นต้น จะช่วยทำให้ร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ดีกว่าการกินวิตามินทั้งหมดภายในครั้งเดียวค่ะ วิธีกินวิตามินซี.