วิตามินซี ผิวขาว ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อวิตามินซีมาทานกันได้โดยง่าย

วิตามินซี ผิวขาว  ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อวิตามินซีมาทานกันได้โดยง่าย และที่สำคัญราคาไม่แพงอีกด้วย มีประโยชน์มากมายในเรื่องของความสวยความงามสำหรับสาวๆ วิตามินซีนอกจากรับประทานจากอาหารเสริมแล้ว เรายังสามารถรับประทานวิตามินซีได้จากธรรมชาติอีกด้วย วิตามินซีพบมากใน ฝรั่งไร้เมล็ด ส้ม มะละกอ สตรอเบอรี่ มะขามเทศ พุทรา แอปเปิ้ล และมะเขือ เป็นต้น มาดูกันดีกว่าว่าวิตามินซีมีดีอะไรสำหรับผิวพรรณของเรากันบ้างค่ะ วิตามินซี ผิวขาว.

วิตามินซี ผิวขาว

วิตามินซี ผิวขาว วิตามินซีช่วยในการลบเลือนจุดด่างดำ เพราะเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์ มีคุณสมบัติในการช่วยลบเลือนจุดด่างดำ ช่วยทำให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ สามารถละลายในน้ำได้ ผลิตภัณฑ์หลายชนิดจึงมักมีวิตามินซีเป็นส่วนผสม เพื่อช่วยในการปรับสภาพผิวหน้าให้กระจ่างใส ลบเลือนจุดด่างดำ เราสามารถใช้วิตามินซี เพื่อช่วยในการทำให้ผิวใสไร้ริ้วรอย ทั้งในรูปแบบการทานและการทา แต่ถ้าอยากให้ได้ผลดีควรใช้ทั้งวิธีทานและวิธีทาควบคู่กันไป เพราะการทานวิตามินซีจะเป็นการช่วยส่งเสริมวิตามินอี ที่เป็นวิตามินอีกตัวที่สามารถช่วยลบเลือนจุดด่างดำได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้วิตามินอีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการช่วยลบเลือนจุดด่างดำได้ดียิ่งขึ้นวิตามินซี ผิวขาว
วิตามินซีช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้ วิตามินซีมีคุณสมบัติในการช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอนทั้งจากตามธรรมชาติและแบบทานเสริมเข้าไปได้ดียิ่งขึ้น และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมผลิตภัณฑ์เสริมกลูต้าต่างๆ จึงมักแนะนำให้ทานวิตามินซีควบคู่กันไปด้วย สำหรับในคนที่ขาดวิตามินซีมักมีใบหน้าที่หมองคล้ำไม่สดใส การที่เราทานวิตามินซีเพิ่มขึ้นตามที่ร่างกายต้องการ จึงช่วยให้ผิวขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติได้ แต่จะให้ได้ผลดีและมีผิวขาวได้ตามต้องการควรทานไปสักระยะหนึ่ง ผิวของคุณก็จะค่อยๆ ขาวขึ้นได้วิตามินซี ผิวขาว
วิตามินซีช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง เพราะวิตามินซีมีความสามารถในการช่วยสร้างคอลลาเจนให้กับผิวพรรณ คลอลาเจนมีส่วนช่วยในการทำให้ผิวพรรณเต่งตึงไร้ริ้วรอย ถ้าผิวขาดคอลลาเจนผิวพรรณจะเหี่ยวย่นเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นการทานวิตามินซีให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกายจะสามารถช่วยให้เราดูแลรักษาชั้นคอลลาเจนให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราทานคอลลาเจนควบคู่กับการทานวิตามินซี ร่างกายก็จะสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้ดียิ่งขึ้น สามารถช่วยทำให้ผิวพรรณกระชับแต่งตึงมากขึ้นอีกด้วย วิตามินซี ผิวขาว.

หลุมสิว การรักษารอยสิวและหลุมสิว

หลุมสิว การรักษารอยสิวและหลุมสิว รอยสิวและหลุมสิวก็เหมือนแผลชนิดอื่นที่บางครั้งก็หายสนิทไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ แต่บางครั้งก็เห็นไปรอยเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาทั้งสิ้น โดยหลักๆ มีการรักษาอยู่ 6 วิธี ได้แก่ หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว

1.ทาครีมลบรอยแผลเป็น ซึ่งทั่วไปมักมีส่วนผสมของวิตามิน E , กรดผลไม้ (AHA) , BHA ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้ และสาร AHA , BHA เป็นการทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออกมา และเกิดการซ่อมแซมและดันหลุมสิวให้ดีขึ้น วิธีใช้คือทาในบริเวณของรอยสิวหลุมสิว

2.การใช้ยาทาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามิน A ซึ่งข้อควรระวังคือยากลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดอาการสิวเห่อขึ้นได้ใยช่วงแรก

3.การใช้ยาแบบกินที่มีสารสกัดจากอนุพันธ์วิตามิน A เช่น Acnotim , Lsortretinoin เป็นต้น

4.การแต้มกรด TCA ในบริเวณที่มีรอยสิว ซึ่งเป็นการทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนที่มีรอยแดงหรือรอยดำหลุดออกมาหลุมสิว

5.หยุดดื่มแอลกอฮอล์และหยุดสูบบุหรี่ เพราะทั้ง 2 สิ่งนี้จะยับยั้งการสร้างคอลลาเจนซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมรอยแผลของเรานั่นเอง

6.การป้องกันการเกิดหลุมสิวใหม่ เป็นวิธีการรักษาและป้องกันที่ดีสุด อีกทั้งเมื่อเกิดสิวอักเสบขึ้นเราต้องรักษาให้หายจากอาการอักเสบให้เร็วที่สุด เพราะสิวที่อักเสบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายผิวลึกเท่านั้นซึ่งรวมไปถึงโอกาสของการเกิดสิวด้วย ปกติแล้วก็จะมีการใช้ยาเช่น Benzac หรือการทานยาปฏิชีวนะ และวิธีการป้องกันอื่นๆ เช่น
– หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งสกปรกต่างๆ ทั้งมือเราและมลภาวะอื่นๆ
– อย่าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวในที่สุด ซึ่งรวมไปถึงการกำจัดความมันของใบหน้าอย่างถูกวิธีด้วย
– สระผมทุกวัน เพราะผมมีโอกาสสัมผัสกับใบหน้าได้สูง โดยเฉพาะคนผมยาว
– ไม่ควรนอนดึกมาก เพราะฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงและมีผลต่อการเกิดสิวได้
– อย่าล้างหน้าบ่อยเพราะจะทำให้หน้าแห้งและเกิดอาการแพ้ได้ง่าย แนะนำให้ล้างเพียงวันละ 2 ครั้งด้วยน้ำสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเท่านั้น
– การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของสิว หากมีสิวบ่อยเพื่อเป็นการลดความรุนแรงของสิวลง เช่น clindamycin gel เป็นต้น หลุมสิว.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามิน อาหารเสริมกินยังไงให้ถูกวิธี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี วิตามิน อาหารเสริมกินยังไงให้ถูกวิธี อาหารเสริมวิตามินต่าง ๆ ในไทยมีมากหลายยี่ห้อ และที่ได้คุณภาพหรือด้อยคุณภาพก็มีอยู่ แต่ส่วนใหญ่อาจใช้ราคาเป็นตัวชี้วัดในการตัดสินใจในการเลือกซื้อ แต่จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ราคาเป็นหลัก แต่ราคาก็ยังมีส่วนด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเราต้องมีความรู้บ้างในการเลือกสินค้าที่คุณภาพ เพราะเรื่องคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกกินอาหารเสริมมากกว่า ไม่ใช่ที่ราคา เพื่อเราจะได้เสียงเงินไปโดยได้ประโยชน์ที่คุ้มค่าพอกับราคา วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี และอีกอย่างคือวิธีกินอาหารเสริมด้วยว่าควรกินตอนไหน ก่อน หรือหลังอาหาร เพราะร่างกายจะเป็นตัวกำหนดในการนำไปใช้ และถ้าหากเราได้กินวิตามินอาหารเสริมถูกต้อง ร่างกายก็สามารถนำไปใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเช่นกัน และที่ถูกต้องอีกอย่างคือ การกินให้ตรงเวลาเพื่อจะได้ไม่ลืม เพราะวิตามินเสริมต้องการเวลาในการทำงานของตัววิตามินเอง

วิธีทาน:วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินรวมผสมแร่ธาตุ–ให้ทานพร้อมอาหารและน้ำ เนื่องจากน้ำและอาหารจะแยกวิตามินและแร่ธาตุออกจากกัน

วิตามินซี—เสื่อมสภาพเร็ว ไม่ควรซื้อขนาดใหญ่ให้ซื้อขนาดเล็กพอทานได้ 1 เดือน ทานเวลาไหนก็ได้กับน้ำเปล่า หรือพร้อมอาหาร วิตามินซีชนิดธรรมดาควรแบ่งกินครั้งละ 250-500 mg. (ยกเว้นชนิด Buffered, Time Release,Sustined ไม่ต้องแบ่ง)

วิตามินซี เป็นวิตามินตัวหนึ่งที่ละลายและดูดซึมได้ง่ายที่สุด จะทานเวลาไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทานตอนท้องว่าง

ประโยชน์

ช่วยให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ แผล หายเร็วขึ้น ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือดขอด
ช่วยแผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้นฃช่วยให้การดูดซึมธาติเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mutation)
ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคนอนหลับตาย (SIDS) ในเด็กอ่อน
ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
ช่วยลดครอเลสเตอรอลในเลือด
ช่วยคลายเครียดวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

เราสามารถที่จะทานวิตามินซีได้ทุกวัน เพราะวิตามินซีสามารถขับออกจากร่างกายได้ง่าย การรับประทานวิตามินซีทำให้ผิวดีขึ้นด้วย ในวิตามินซีนอกจากจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งช่วยในเรื่องชะลอความแก่ ป้องกันการเป็นมะเร็ง ภูมิแพ้ การเป็นหวัดแล้ว ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย และไม่ตกค้างในร่างกายเพราะวิตามิน ซี ส่วนเกินจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะในที่สุด

การทานวิตามิน ซี เป็นประจำจะมีส่วนช่วยทำให้ไม่เป็นภูมิแพ้อากาศอีกเลย เราควรรับประทานวิตามินซี ตอนไหน? ควรรับประทานหลังอาหารเช้า เพราะช่วงเวลาที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้ดีอยู่ช่วงเช้าของแต่ละวัน เวลาประมาณ 9-10 โมงเช้าจะเป็นเวลาที่ดีที่สุด เพราะร่างกายจะดูดซึมสารอาหารต่างๆได้ดีที่สุดช่วงเวลานี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีตอนท้องว่าง เพราะวิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นกรดซึ่งคงไม่ค่อยดีแน่ถ้าเรากินตอนท้องว่าง และไม่ควรกินวิตามิน ซี ก่อนนอน ในบางการค้นค้าพบว่าวิตามิน ซี อาจจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งจะทำให้การนอนหลับยากขึ้น ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

ปริมาณวิตามิน ซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน ร่างกายคนเราควรจะได้รับวิตามิน ซี ในแต่ละวันแตกต่างกันตามวิถีชีวิตและความแข็งแรงของสุขภาพร่างกายของแต่ละคน เพราะร่างกายคนเราสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ทีละน้อยๆเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกายไป ถ้าร่างกายปกติ ควรได้รับวิตามินซีที่รางกายต้องการขั้นต่ำต่อวัน คือ 60 มิลลกิรัม ถ้าร่างกายมีอาการของหวัด เป็นโรคภมูิแพ้ หรือร่างกายอ่อนแอ ควรจะได้รับวิตามินซี วันละ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัม ถ้าใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ หรือมีความเครียดสูง ควรจะได้รับวิตามินซี วันละ 1,000 มิลลิกรัม วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การลดน้ำหนัก เป็นความพยายามที่ใครหลาย ๆ คน

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การลดน้ำหนัก เป็นความพยายามที่ใครหลาย ๆ คน ต่างก็ล้มเหลวกันมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้บางคนจะมีความตั้งใจจริง แต่ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามที่หวังเอาไว้ เพราะส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตั้งใจที่ผิดวิธี มีความเชื่อแบบผิด ๆ และมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อน้ำหนักแบบที่คุณไม่รู้ตัว บทความนี้จะเผยเคล็ดลับและทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล โดยที่คุณไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเลยก็ได้ ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก เอาล่ะ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าปัญหาเรื่องความอ้วนที่ประสบอยู่ในขณะนี้มันเป็นเรื่องที่ยากเกินจะแก้ไข หรือเกินความพยายามของคุณ ผมอยากจะบอกคุณว่าความจริงแล้วการลดน้ำหนักนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลาย ๆ คนกังวลแต่อย่างใด เพียงแต่เราต้องรู้วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง แล้วนำมันไปปฏิบัติใช้ให้ได้อย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ มันก็จะช่วยทำให้คุณได้พบกับรูปร่างใหม่ที่ผอมเพรียวอย่างคนมีสุขภาพเดียวได้แล้วล่ะ ซึ่งรับรองได้เลยว่า 79 วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างได้ผลในระยะยาวอย่างแน่นอน (จริง ๆ มีเยอะกว่านี้มากครับ แล้วจะนำมารวบรวมเพิ่มให้ภายหลังนะครับ)

เคล็ดลับการลดน้ำหนักออกกำลังกายลดน้ำหนัก
ทำไมลดน้ำหนักไม่ลง ? มีคนบางประเภทที่พยายามลดความอ้วน แต่ก็ไม่สามารถลดความอ้วนได้ เพราะว่านิสัยของตัวเองนั้นเป็นเหตุ ดังนั้น หากเราต้องการจะลดความอ้วน เราก็ควรละเลิกนิสัยดังต่อไปนี้
เลือกกิน เฉพาะอาหารที่ตนชอบ โดยไม่ยอมกินอาหารแบบอื่นที่มีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักเลย ดังนั้น แม้ว่าเราจะไม่ชอบกินอาหารชนิดไหน แต่ถ้ามันมีประโยชน์ก็ให้ฝืนกินไปเถอะ
กินไม่เลือก คุณเป็นคนที่กินทุกอย่างที่ขวางหน้าหรือเปล่า ไม่ว่าอาหารนั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม ดังนั้น คุณควรปรับระดับการกินมาอยู่ที่ความพอดี กินอย่างพอเพียง ไม่มากหรือน้อยเกินไป
ความอดทนต่ำ ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จ เราจึงต้องมีความอดทนต่อสิ่งยั่วยุต่าง ๆ อย่างเช่นอาหารที่ให้คุณค่าทางอาหารต่ำและมีปริมาณของน้ำตาลและไขมันสูงให้ได้
ไม่มีความพยายาม การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งสำคัญรองลงมาจากการควบคุมอาหาร ถ้าคุณออกกำลังกายบ้างไม่ออกบ้าง ในที่สุดเราก็จะกลายเป็นไม่ออกกำลังกายไปเลย ดังนั้น เราจะต้องบังคับตัวเองให้ได้และพยายามจัดตารางออกกำลังกายในแต่ละวันออกกำลังกายลดน้ำหนัก
เป็นคนขี้เกียจ ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ขี้เกียจมักจะอ้วนก็ไม่ผิด เพราะว่าวัน ๆ จะไม่ค่อยได้ทำอะไร นอกจากกินแล้วก็นอนดูทีวี ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากอ้วนก็ให้ลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่บ้าง เพื่อเป็นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย
ชอบผัดวันประกันพรุ่ง การคิดว่าพรุ่งนี้จะลดความอ้วน เป็นความคิดที่แย่และผิด เพราะส่วนใหญ่ของผู้ที่คิดแบบนี้จะไม่สามารถลดความอ้วนได้ประสบความสำเร็จ เพราะมีความอดทนและพยายามไม่พอ ดังนั้น ถ้าเราอยากลดน้ำหนักได้ให้ก็ควรจะตั้งอกตั้งใจทำตามแผนที่วางไว้ให้ได้
ท้อแท้ง่าย แม้ว่าคุณจะลดน้ำหนักได้ช้า ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปบ้าง แต่ก็อย่าท้อใจเด็ดขาด เพราะการควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะไม่ได้ผลในทันที เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น น้ำหนักของเราที่เคยมาจากไขมันส่วนเกิน มันก็จะกลายเป็นน้ำหนักที่มาจากกล้ามเนื้อแทน
มักเสียดายของ ไม่ว่าจะซื้อขนมหรือว่ากินอาหารที่ไหน เมื่อมีของเหลืออยู่ก็จะพยายามกินให้หมด แม้ว่าเราจะรู้สึกเสียดายแค่ไหน แต่ถ้ารู้สึกเริ่มอิ่มหรือว่ากินอย่างพอเพียงแล้วก็ควรจะหยุดกิน เพราะถ้าเรากินอาหารมากเกินไป จะทำให้อาหารเหล่านั้นกลายเป็นของเหลือในร่างกายที่จะแปรเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกิน ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

วิตามินผิวขาว วันนี้เราจะมาพูดถึงการเพิ่มความขาวด้วยวิธีดังกล่าว

วิตามินผิวขาว วันนี้เราจะมาพูดถึงการเพิ่มความขาวด้วยวิธีดังกล่าว และไขข้อข้องใจว่าการรับประทานวิตามินบำรุงผิว กระจ่างใส ซึ่งเป็นอีกวิธีที่นิยมกันมากนั้นได้ผลจริงหรือไม่ จะช่วยให้คุณขาวอย่างเป็นธรรมชาติจากข้างในได้อย่างไร และมีวิตามินอะไรบ้างที่จะช่วยให้ผิวสวยแป๊ะ ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลย วิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว

วิตามินผิวขาว กระจ่างใส
1.วิตามินซี (Vitamin C) ตัวแรกเป็นวิตามินที่ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงผิง กระจ่างใส เพราะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง แถมยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้นวิตามินผิวขาว
2.วิตามินรวม จะประกอบด้วยวิตามินตั้งแต่เอถึงซี (A-Z) เลยทีเดียว ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ทำงานหนักมากจนไม่ค่อยมีเวลารับประทานอาหาร โดยเฉพาะให้ได้ครบทั้ง 5 หมู่ หรือไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้สดๆ การรับประทาน วิตามินรวมเสริม ก็จัดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายโดยรวม และช่วยให้สุขภาพผิวดีขึ้น
3.น้ำมันปลา (Fish oil) ช่วยต่อต้านการอักเสบในร่างกาย เล่ากันไว้ว่า การแก่นั้นเกิดจากการอักเสบระดับเซลล์ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น การรับประทานน้ำมันปลา ซึ่งมาการ อีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) สูง จะช่วยลดการอักเสบและอีกทั้งชะลอความชราได้ ทำให้สุขภาพผิวดี ขาวขึ้นได้อย่างใจหมาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย เช่น ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด เป็นต้นวิตามินผิวขาว
4.แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ / ตระกูลแคโรทีนอยด์ (Xanthophyll group / Carotenoid family) พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เป็นสารสีแดงที่พบในปลาแซลมอน ไข่ปลาคาเวียร์ เปลือกกุ้งปู และ Microalgae Haematococcus Pluvialis ร่างกายไม่สามารถสร้างสารชนิดนี้ขึ้นเองได้ เราจะได้รับสารชนิดนี้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในปริมาณที่น้อยมาก เช่น ปลาแซลมอน 200 กรัม จะมีแอสตาแซนธิน เพียง 1 มิลลิกรัม อย่างไรก็ดี แอสตาแซนธินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงเหมาะสมในการใช้บำรุงผิว กระจ่างใสเป็นอย่างยิ่ง
5.โคเอนไซม์คิวเทน ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายแขนง มีส่วนช่วยในการชะลอริ้วรอยบนใยหน้าได้ด้วย โดยเฉพาะโคเอนไซม์คิวเท็น ซึ่งเป็นโคแฟกเตอร์ที่ช่วยทำให้ผิวไม่ถูกอนุมูลอิสระจากแสงยูวีทำร้าย และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเปรียบเสมือนสารกันแดดจากภายใน ทั้งนี้ ควรเลือกรับประทานคิวเท็นในตอนเช้าหลังมื้ออาหารวิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดรอยแตกลาย

รอยแตกลาย ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดรอยแตกลาย หญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 80-90 พบกับปัญหารอยแตกลาย เนื่องจากระหว่างตั้งครรภ์เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของไขมันที่มีการสะสมมากขึ้น และยังมมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ ทำให้หญิงที่ตั้งครรภ์มีรอยแตกสีแดง บริเวณท้อง สะโพก หลัง และเต้านม จากการศึกษาวิจัย พบว่าหญิงตั้งครรภ์มักจะมีรอยแตกช่วงปลายของการตั้งครรภ์ (เดือนที่ 6-7) ร้อยละ 75-90 เลยทีเดียว และมีการศึกษาหนึ่งของนักวิจัยชาวเยอรมัน ได้นำครีมที่มีส่วนผสมของสาร (Trofolastin) containing Gotu Kola extract and vitamin E มานวดบริเวณท้องของคนตั้งครรภ์ พบว่ามีแค่เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่ไม่เป็นรอยแตกลาย และพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นวัยรุ่นจะมีโอกาสเกิดรอยแตกลาย ขณะท้องได้มากกว่า และรุนแรงกว่า รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย
รอยแตกลาย ส่วนรอยแตกลายพบในกลุ่มคนอื่นๆ เช่น คนที่เล่นฟิตเนตแล้วมีรอยแตกนั้น มักจะพบสัมพันธ์กับการยืดตัวของกล้ามเนื้อที่รวดเร็วเกินไป และจะพบบ่อยในกลุ่มคนที่ใช้ยา steriod ทั้งประเภทฉีดและกิน เนื่องจากยากลุ่มนี้จะทำให้ผิวหนังแตกได้ และทำให้มีการสะสมของไขมันและกล้ามเนื้อเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีโอกาสเกิดรอยแตกได้มากกว่า และคนอีกประเภทที่พบว่าเป็นรอยแตกลายได้บ่อยคือ วัยรุ่น ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งหญิงชาย มักพบบริเวณหลัง สะโพก เพราะวัยนี้เป็นช่วงเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ทำให้เป็นรอยแตกได้ง่าย
ในช่วงแรกของการเกิดรอยแตกลายจะเป็นรอยสีชมพู แดง และสีม่วง ตามลำดับ ช่วงนี้เรียกว่า รอยแตกลายใหม่ หากอยากหายต้องได้รับการรักษาตั้งแต่ช่วงนี้ เพราะหายได้เร็วที่สุด ถ้าปล่อยไว้จนรอยแตกนั้นจะค่อยๆกลายเป็นสีขาวซีด เห็นเป็นร่องเป็นรอยแตกระแหง เรียกว่า รอยแตกลายเก่า (Scar like) แบบนี้จะรักษาได้ยากกว่า

วิธีลดรอยแตกลายแบบธรรมชาติ
1.ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ โดยอาหารที่ควรบริโภคนั้นควรมีสารอาหารที่มี วิตามิน A C D และ สังกะสี เนื่องจากเป็นสารสำคัญในการซ่อมแซมแผลที่มักจะเกิดขึ้น รวมถึงช่วยลดรอยแตกลายแบบธรรมชาติได้ โดยเรามักจะเห็นในตำแหน่งที่มีไขมันสะสมมาก เช่น หน้าอก สะโพก หลัง ต้นขา และอีกหนึ่งแหล่งอาหารที่สำคัญคือ “น้ำเปล่า” หากดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6-8 แก้วขึ้นไป จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง เพราะพบว่าคนที่ดื่มน้ำน้อย มีโอกาสเกิดรอยแตกได้มากกว่า สำหรับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ชา กาแฟ และน้ำอัดลม
2.ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ผิวหนังยืดหยุ่น เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นและกระชับชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นที่ 2 ที่ประกอบไปด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหนังที่กำลังเป็นหรือเสี่ยงต่อรอยแตกลาย แลดูจางลงได้ ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักหรือเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วจนเกินไป
3.ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยเฉพาะที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ จะช่วยให้ผิวชุ่มน้ำ มีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิตามินซี และเรตินอยด์ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในช่วงต้น ทำให้รอยแตกลายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เรตินอยด์จะไม่มีประสิทธิภาพถ้ารอยแตกลายเป็นสีขาว ที่สำคัญคือคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้เรตินอยด์ เพราะเกิดผลกระทบต่อลูกในท้อง เช่น อาจทำให้ทารกเกิดความพิการได้ รอยแตกลาย.

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้าง ถือเป็นปัญหาใหญ่ของสาว ๆ

กระชับรูขุมขน ปัญหารูขุมขนกว้าง ถือเป็นปัญหาใหญ่ของสาว ๆ หลายคนที่ทำให้ต้องกลุ้มใจไปตาม ๆ กัน เพราะเวลาแต่งหน้าออกมาทีไรก็จะดูไม่เนียนใส แถมยังเป็นตัวการทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้นได้ง่าย นี่แหละจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนต้องมองหาวิธีกำจัดรูขุมขนกว้างให้กระชับและเล็กลง ทั้งนี้กระปุกดอทคอมเองก็เข้าใจถึงหัวอกของคุณสาว ๆ ดีค่ะ จึงได้นำวิธีจัดการปัญหารูขุมขนกว้างมาให้สาว ๆ ได้ลองเอาไปใช้กันดู ถ้าอยากรู้ว่าจะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นและน้ำเย็น

โดยในตอนเช้าและตอนเย็น ให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นก่อนเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนให้กว้าง จากนั้นทำความสะอาดตามปกติ แล้วปิดท้ายด้วยการล้างน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน วิธีนี้จะช่วยทำให้ทำความสะอาดใบหน้าได้อย่างล้ำลึก และทำบ่อย ๆ รูขุมขนก็จะค่อย ๆ กระชับขึ้นอีกด้วย

ประคบน้ำแข็ง

หลังจากล้างหน้าเสร็จ ให้ใช้น้ำแข็งก้อนประคบบนใบหน้าและบริเวณรูขุมขนประมาณ 2-3 นาที จะช่วยทำให้รูขุมขนตึงกระชับมากขึ้น และถ้าหากทำบ่อย ๆ รูขุมขนจะเล็กลงจนสังเกตเห็นได้ชัด

ใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาดใบหน้ากระชับรูขุมขน

หลังล้างหน้าทุกครั้งให้ใช้โทนเนอร์เช็ดทำความสะอาด เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่บนใบหน้าให้สะอาดหมดจด เพราะถ้าหากใบหน้าสะอาด รูขุมขนก็จะไม่มีสิ่งอุดตัน ซึ่งจะส่งผลให้รูขุมขนค่อย ๆ เล็กลง และหน้าก็จะดูใสขึ้นด้วย

มาสก์หน้าด้วยแตงกวากับน้ำผึ้งกระชับรูขุมขน

นำแตงกวามาปอกเปลือกสับให้ละเอียด ใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย ผสมให้เข้ากัน จากนั้นให้นำมามาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก ทำบ่อย ๆ จะช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมันบนใบหน้า และทำให้หน้ากระจ่างขาวใสขึ้นได้

เช็ดหน้าด้วยน้ำมะนาว

นำมะนาวสดมาผ่าครึ่ง บีบน้ำมะนาวใส่ถ้วย จากนั้นให้นำสำลีมาชุบและทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาทีแล้วล้างออก น้ำมะนาวจะช่วยกระชับให้ผิวหน้าเต่งตึง และช่วยทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลง ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

นวดหน้าด้วยเบกกิ้งโซดา

นำเบกกิ้งโซดาประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาลงใบหน้าบริเวณที่มีรูขุมขนกว้าง นวดอย่างเบามือประมาณ 1 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด โดยให้ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง รูขุมขนจะเล็กลง หน้าจะเนียนขึ้น ที่สำคัญสูตรนี้ยังจะช่วยป้องกันการเกิดสิวได้อีกด้วย

เมื่อรู้เคล็ดลับจัดการกับปัญหารูขุมขนกว้างกันไปแล้วก็อย่าลืมเอาไปลองทำตามกันดูนะคะสาว ๆ คราวนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าคุณจะมีใบหน้าเนียนใสเอาไว้อวดเพื่อน ๆ แน่นอน กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง วันนี้สาวคนไหนกำลังมองหาวิธีพิชิตหน้าท้องให้แบนราบ

ลดหน้าท้อง วันนี้สาวคนไหนกำลังมองหาวิธีพิชิตหน้าท้องให้แบนราบ แก้วใสมีเทคนิคกินอาหารลดหน้าท้องมาฝากแล้วค่ะ กับ 8 สุดยอดอาหารสลายพุงดังนี้ ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง หน้าท้องแบนราบกับ 8 สุดยอดอาหารสลายพุง

1.กินผลไม้รสเปรี้ยว
เนื่องจากผลไม้รสเปรี้ยวมีวิตามินซีสูงเป็นผลดีต่อการช่วยย่อยและการดูดซึมสารอาหาร กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้ สำหรับผลไม้รสเปรี้ยวที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมันได้อย่างดีเยี่ยมที่สุดก็คือ ส้ม มะนาวผิวเหลือง (Lemon) มะนาว (Lime) ส้มจีน (Tangerine) และกีวี พร้อมกันนี้ เมื่อสาวๆ เริ่มลดน้ำหนักก็สามารถหันมากินผลไม้รสเปรี้ยวไปพร้อมกับผลไม้ชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนักได้ดีเช่นกัน ซึ่งได้แก่ สับปะรด แตงโม องุ่น ส้มและแอปเปิ้ล เป็นต้น

2.ผักหลากชนิด
ผักต่างๆ ล้วนมีเกลือแร่และให้แคลอรีต่ำ แต่อุดมด้วยใยอาหารสูง เช่น บล็อกโคลี คะน้า ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วและมะเขือเทศ เป็นต้น ผักเหล่านี้นอกจากวิตามิน แร่ธาตุสูงแล้ว ยังไร้ไขมันอีกด้วย แต่หากนำมาประกอบอาหารไม่ควรใช้น้ำมันที่ทำให้อ้วน อาจจะใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวันในการผัดปรุงอาหารเพียงเล็กน้อยก็พอค่ะ เพราะน้ำมันเหล่านี้เป็นไขมันประเภทไม่อิ่มตัว กินแล้วไม่ทำให้อ้วนง่ายนั่นเอง และที่สำคัญการกินอาหารที่มีไขมันดีบ้างจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

หน้าท้องแบนราบกับ 8 สุดยอดอาหารสลายพุง

3.ข้าวโอ๊ต
เป็นอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตบางชนิดที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ ให้พลังงานแต่ไม่ทำให้อ้วน เพราะมีไฟเบอร์สูง กินแล้วจึงช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนานและแก้ปัญหาท้องผูกได้ด้วย

4.ปลาลดหน้าท้อง
ปลาทะเลต่างๆ เช่น ทูน่า แซลมอนและแมคคาเรล เป็นต้น ล้วนเปี่ยมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ มีโปรตีนและแคลอรีต่ำ ทานเป็นประจำดีต่อสมองและหัวใจ แถมยังช่วยเผาผลาญไขมันหน้าท้องได้ด้วยนะคะ

หน้าท้องแบนราบกับ 8 สุดยอดอาหารสลายพุงลดหน้าท้อง

5.ถั่ว
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าถั่วเป็นเมล็ดพืชจากธรรมชาติที่มีสารอาหารดีๆ ต่อร่างกายหลายด้าน มีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ทำให้เราอิ่มท้องนานและควบคุมอาการหิวโหยได้ดี ไม่ว่าจะเป็นวอลนัทหรือเมล็ดอัลมอนด์ กินเพียงวันละ 1 กำมือยามท้องว่าง รับรองแก้อาการหิวจุบจิบได้ดีสุดๆ

6.ถั่ว Pulses และถั่วดาล (Dals)
เป็นถั่วที่มีกรดอะมิโนที่ดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญไขมันต่ำไม่ทำลายสุขภาพอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีถั่วงอกที่เหมาะสมกับการนำมาทำอาหารทานเพื่อสุขภาพเป็นประจำ

หน้าท้องแบนราบกับ 8 สุดยอดอาหารสลายพุง

7.ไข่
อาหารที่หากินง่าย ได้ประโยชน์จากโปรตีนสูง แถมยังมีแคลอรีต่ำแต่ให้พลังงานที่ดีต่อร่างกาย และยังช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

8.น้ำเปล่า
หากอยากให้หน้าท้องแบนราบ ป้องกันไขมันเข้ามาสะสมภายในร่างกาย แนะนำให้สาวๆ หมั่นจิบน้ำบ่อยๆ ค่ะ เพราะมันจะช่วยควบคุมความหิว ทำให้เรากินมื้อหลักเพียงน้อยนิดก็อิ่มได้ง่ายแล้ว ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ 5 วิธีรักษาสิวอักเสบ ให้ไม่เหลือรอย

สิวอักเสบ 5 วิธีรักษาสิวอักเสบ ให้ไม่เหลือรอย วิธีรักษาสิวอักเสบ แบบง่ายๆ ที่เราสามารถทำได้อย่างเป็นขั้นตอน และช่วยให้อาการ สิวอักเสบ หายภายใน 3 วัน พร้อมแล้วเรามาเรียนรู้กันเลย สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ รักษาสิวอักเสบ

1. งดการแกะเกาเด็ดขาด

วิธีรักษาสิวอักเสบ ขั้นตอนแรกคือ ให้เรางดกิริยาอาการในการแกะ หรือเกาบริเวณใบหน้า และจุดที่เป็นสิวอักเสบโดยเด็ดขาด ย้ำอีกครั้งนะว่า

ห้ามโดยเด็ดขาด เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้ เกิดการลุกลามของสิวอักเสบมากยิ่งขึ้น แทนที่สิวจะหายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่า สิวกลับเห่อ และลุกลามออกไปมากยิ่งขึ้น

2. อย่าบีบ

วิธีรักษาสิวอักเสบ ข้อที่สองคือ เมื่อเรางดการสัมผัสบริเวณเป็นสิวอักเสบแล้ว ก็อย่าได้นำมือของเราไป บีบสิว เพื่อหวังให้หนองไหลออกมา

เพราะการทำแบบนั้น นอกจากจะเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อ อันเกิดจากมือของเราที่สกปรกแล้ว

ยังรวมไปถึง การเป็นแผลเป็นซึ่งได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลยครับ แถมจะทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ หลังจากที่สิวหายแล้วอีกด้วย

วิธีรักษาสิว

3. ล้างหน้าด้วยครีม หรือโฟมล้างหน้าชนิดรักษาสิว

วิธีรักษาสิวอักเสบ ข้อที่สามคือ ให้เราเลือกโฟมล้างหน้า หรือครีมล้างหน้ารักษาสิว โดยสังเกตว่าจะมีส่วนผสมของสารที่ชื่อว่า ไตรโคซาน

สารชนิดนี้ จะช่วยในการรักษาอาการของสิวอักเสบ ได้เป็นอย่างดีครับ โดยให้เรานั้นล้างหน้าในตอนเช้า และตอนเย็นของทุกๆ วัน

โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นสิว อาจต้องเพิ่มในช่วงของระหว่างวันด้วย

4. ใช้ยาควบคู่กันไปด้วย

วิธีการรักษาสิวอักเสบ ข้อที่สี่คือ การซื้อยามาทาหรือรับประทาน เพื่อช่วยเร่งการยุบตัวของสิว สำหรับยาประเภทใดเหมาะกับการรักษานั้น โปรดปรึกษาเภสัชกรในการขอคำแนะนำที่ถูกต้องนะครับ

5. หากรุนแรงให้พบแพทย์

และวิธีการรักษาสิวอักเสบ ข้อสุดท้าย คือหากพบว่า อาการของสิวอักเสบลุกลามอย่างต่อเนื่องภายใน 72 ชั่วโมง และไม่มีที่ท่าว่าจะหาย หรือลดลงเลย อย่างนี้แสดงว่าอาจเกิดอาการติดเชื้อได้

ดังนั้น วิธีการรักษาสิวที่ดีที่สุดคือ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน และถ้าหากคุณมียาที่ทา หรือกินอยู่ให้เอาไปด้วยนะ เพราะบางทีอาการของสิวที่เห่อขึ้นมานั้น อาจเกิดจากการแพ้ยาก็ได้

วิธีการรักษาสิวที่ดีที่สุด

เป็นอย่างไรบ้างค่ะ กับ 5 วิธีรักษาสิวอักเสบ แบบง่ายๆ ที่เชื่อมั่นว่า เราทุกคนนั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างแน่นอน ลองนำไปทำดูกัน จะได้มีใบหน้าที่ขาวใส เรียบเนียน ไร้ริ้วรอยจากสิว สิวอักเสบ.

วิตามินซี คืออะไร ประวัติการค้นพบวิตามินซี

วิตามินซี คืออะไร ประวัติการค้นพบวิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี ประโยชน์ของ วิตามินซี
เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

-วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

-หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว

-เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด

-เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

-ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

-บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น วิตามินซี.