รอยแตกลาย ผิวแตกลายคือรอยที่ผิวหนังที่เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

รอยแตกลาย ผิวแตกลายคือรอยที่ผิวหนังที่เกิดจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ใต้ผิวหนังฉีกขาด อาจจะเกิดจากการที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว หรือการออกกำลังกายที่ยืดร่างกายมากเกินไป (เช่น นักกีฬายิมนาสติก) พบภาวะผิวแตกลายได้บ่อย ไม่มีปัญหาต่อต้านสุขภาพทางกายแต่อย่างใด แต่มีผลในแง่ความงามรอยแตกลาย.

รอยแตกลาย

รอยแตกลาย

คำว่า striae แปลว่า ร่อง ลายเส้นขนาน ชื่ออื่น ๆ ของผิวแตกลายนอกจากที่ใช้ว่า striae แล้ว บางครั้งอาจเรียกว่า striae distensae (ลายเส้นขนานจากการยืด) striae atrophicans (ลายเส้นขนานที่มีลักษณะผิวฝ่อ) striae rubra (ลายเส้นขนานที่มีสีแดง) มักจะพบในระยะเริ่มแรก และลายเส้นขนานที่มีสีขาว (striae alba) ซึ่งมักพบในระยะหลัง

ผิวแตกลายรอยแตกลาย

พบรอยแตกลายที่ตำแหน่งใด และใครบ้าง

มักพบรอยแตกลายที่ผิวหนังบริเวณตำแหน่งของร่างกายที่มีการยืดขยายอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น

หน้าท้อง และเต้านมหญิงตั้งครรภ์รอยแตกลาย

วัยรุ่นที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พบบ่อยในวัยรุ่นหญิงที่มักโตเร็วมากในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น และยิ่งพบบ่อยในรายที่ค่อนข้างอ้วน ตำแหน่งที่พบคือต้นขา สะโพก และเต้านม หรือวัยรุ่นชายที่เล่นกีฬาชนิดที่ต้องยืดบิดตัวมาก ๆ

ผู้ที่เล่นกล้าม มักพบรอยแตกลายที่ไหล่ โดยมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากในผู้ที่ใช้สารอะนาบอลิกสตีรอยด์เร่งให้เกิดกล้าม และสารสตีรอยด์ยังทำให้เป็นสิวอีกด้วย

มีรายงานว่า วัยรุ่นบางรายนิยมใช้สารอะนาบอลิกสตีรอยด์ สารตัวนี้รู้จักกันดีในนักกีฬาเพราะเป็นสารกระตุ้น เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย นักกีฬาที่ถูกตรวจพบสารนี้จะถูกลงโทษ

ปัจจุบันการใช้สารสตีรอยด์แพร่หลายไปสู่กลุ่มประชากรอื่น ๆ เช่น วัยรุ่นที่ต้องการจะสร้างกล้ามเนื้อลดไขมัน และเพิ่มศักยภาพในการเล่นกีฬา

เพศชาย การใช้สารอะนาบอลิกสตีรอยด์ทำให้ร่างกายหยุดการเจริญเติบโต และยังทำลายหัวใจ ไต และตับ อาจทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เพศหญิง อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีเสียงทุ้มขึ้น และมีหน้าอกเล็กลง

อะนาบอลิกสตีรอยด์ยังทำให้ผู้ใช้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น และเมื่อหยุดใช้จะเกิดความรู้สึกซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ความต้องการทางเพศลดลง

คนอ้วน และคนที่ใช้สตีรอยด์ ทั้งในรูปยาทาและยากินรอยแตกลาย

อาจพบรอยแตกลายในโรคบางอย่างได้ เช่น กลุ่มอาการคุชชิ่ง (Cushing syndrome)

ลักษณะของกลุ่มอาการคุชชิ่งที่พบคือ ใบหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ (moon facies) ใบหน้าแดง (facial plethora) มีก้อนไขมันเหนือไหปลาร้า (supraclavecular fat pads) คอเป็นหนอกเหมือนกระบือ (buffalo hump) ลำตัวอ้วน (truncal obesity) มีรอยแตกลายสีแดง-ม่วง น่าสังเกตว่ารอยแตกลายในผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้จะมีสีม่วงหรือสีแดงคงอยู่ตลอดไป ไม่เปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนในกรณีผิวแตกลายแบบอื่น ๆ

สาเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการคุชชิ่งที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดจากการใช้สารสตีรอยด์ต่อเนื่องมานาน (อาจมาจากการได้ยารักษาโรค เช่น ไต หอบหืด ฯลฯ) หรือพบบ่อยในเด็กที่บางครั้งพ่อแม่อาจซื้อยาลูกกลอนมาให้กิน โดยเข้าใจว่าเป็นแค่สมุนไพร เพราะหวังจะให้ลูกอ้วนท้วน พบเสมอว่าในยาลูกกลอนหลายตัวอย่างมีการเจือปนสารสตีรอยด์ ทำให้เด็กกินแล้วดูอ้วนท้วน ทั้งที่เป็นการอ้วนแบบบวมฉุ และตัวยาสตีรอยด์ยังมีผลเสียต่อร่างกายมากมาย รอยแตกลาย.

กระ ฝ้า วิธีเยียวยารักษาฝ้าบนใบหน้านั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

กระ ฝ้า วิธีเยียวยารักษาฝ้าบนใบหน้านั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อคอสแพงๆในการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ หรือสารเคมีลอกฝ้า เรามาลองเยียวยารักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติกันก่อนดีกว่า แล้วจะรู้ว่าการรักษาฝ้าด้วยสมุนไพรนั้นดี และเห็นผลจริงขนาดไหน! กระ ฝ้า.

กระ ฝ้า

กระ ฝ้า สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า
ฝ้า มักเกิดจากคลื่นรังสี UV จากแสงแดดที่ทำร้ายผิวหน้า ทำให้เมานินทำงานผิดปกติ จนเกิดรอยฝ้าตามส่วนต่างๆของใบหน้าที่กระทบแสงแดดเป็นประจำ ได้แก่ จมูก แก้ม ริมฝีปาก คาง หน้าผาก และส่วนอื่นที่กระทบแสงแดดได้แก่ หัวไหล่ แขน ฯลฯ นอกจากแสงแดดแล้ว ความเครียด การตั้งครรภ์ ยาคุม ยากันชัก และมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ที่ทำให้เกิดรอยฝ้า

วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด ด้วยสูตรสมุนไพรรักษาฝ้า

สมุนไพรรักษาฝ้าด้วย น้ำมันมะพร้าวกระ ฝ้า

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีกรดลอริก ที่จะเปลี่ยนเป็นโมโนลอริน ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำต่างๆ ทำให้รอยฝ้าจางลง และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มาจากแสงแดด สามารถช่วยกันแดดได้ระดับหนึ่ง ทำให้ช่วยยับยั้งเม็ดสี melanin ที่แปรปรวนจนเกิดฝ้า น้ำมันมะพร้าวจึงสามารถช่วยยับยั้ง และรักษาฝ้า รวมถึงความหมองคล้ำได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้แล้วไม่เหนียวเหนอะหนะผิวหน้า ซึมไว กลิ่นหอม ใช้ได้ทุกวัน
นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังมีวิตาอีช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ขาวใสขึ้น และช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีอีกด้วย บางคนใช้เช็ดเครื่องสำอางก่อนล้างหน้าด้วยนะ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นสมุนไพรรักษาฝ้าที่ดีอีกตัวเลือกหนึ่ง สามารถสั่งซื้อได้จาก Herb & Her Click

วิธีใช้น้ำมันมะพร้าว รักษาฝ้า
ใช้น้ำมันมะพร้าวทาบำรุงผิวหน้าหลังอาบน้ำทุกวัน เช้า-เย็น (หากตอนเช้าที่ต้องออกไปทำงานไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ค่ะ เพราะผิวหน้าจะมันระหว่างวัน แต่เหมาะกับคนผิวแห้่งใช้ได้ดีเลยทีเดียว) จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น กระจ่างใสขึ้น รอยฝ้า กระ จุดด่างดำจะค่อยๆจางลง สิวลดลง ริ้วรอยตื้นขึ้นดีด้วย สามารถใช้ได้ทุกวัน เห็ผเปลี่ยนแปลงภายใน 2 สัปดาห์

สมุนไพรรักษาฝ้าด้วย น้ำมันละหุ่ง

น้ำมันละหุ่ง อุดมไปด้วย วิตามินอี ไตรกลีเซอไรด์ ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระใช้มานานหลายศตวรรษ เพื่อประโยชน์ในการรักษารอยฝ้า เอาน้ำมันละหุ่งนวด ทุกวันๆ ฝ้าก็จะจางลงได้แต่ต้องใช้เวลา เมื่อใช้แล้วหน้าชุ่มชื้นขึ้น ช่วยลดริ้วรอยได้ดี และยังช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ไม่ทำให้เกิดสิว บางคนนำไปทำ Cleansing Oil เองโดยใช้น้ำมันละหุ่ง แล้วนวดหน้า ล้างเครื่องสำอางได้ดีเลยทีเดียว

วิธีใช้น้ำมันละหุ่ง รักษาฝ้า
เพียงทาน้ำมันละหุ่งหลังล้างหน้า เช้า-เย็น จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระจ่างใส รอยดำฝ้า กระ ค่อยๆจางลง พร้อมทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์บนใบหน้าได้ดีอีกด้วยค่ะ สามารถใช้ได้ทุกวัน และจะค่อยๆเห็นผลเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ขึ้นไปค่ะ

วิธีใช้น้ำมันมะรุม รักษาฝ้า

เพียงทาน้ำมันมะรุมหลังล้างหน้า เช้า-เย็น จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระจ่างใส รอยดำฝ้า กระ ค่อยๆจางลง พร้อมทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์บนใบหน้าได้ดีอีกด้วยค่ะ สามารถใช้ได้ทุกวัน และจะค่อยๆเห็นผลเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 – 4 ขึ้นไปค่ะ

สมุนไพรรักษาฝ้าด้วย แอปเปิ้ลไซเดอร์ (น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล)

น้ำส้มสายชูที่เกิดจากหมักแอปเปิ้ลสด (น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล) ด้วยการนำมาบดและปล่อยให้เกิดการหมักตัวในถังไม้ โดยไม่ผ่านกระบวนการความร้อนและการคัดกรอง จึงยังคงเอนไซม์และแร่ธาตุจากธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง มีรสเปรี้ยวจัด มีสีเหลืองคล้ายน้ำชา มีเส้นใยบางๆ ลอยอยู่ มีความเป็นกรดประมาณ 5% (Acetic Acid) มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซียมสูง ที่ช่วยทำให้ผิวดูกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดรอยฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

วิธีใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ รักษาฝ้า
ใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ ผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย นำสำลีชุบ เช็ดหน้า 15 นาที ก่อนอาบน้ำทุกวัน วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น (อาจจะมีกลิ่นฉุน เมื่อใช้ทาหน้า) สามารถทำได้ทุกวัน หรือทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เท่านี้รอยฝ้าก็จะค่อยๆจางได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

สมุนไพรรักษาฝ้าด้วย แตงกวากระ ฝ้า

แตงกวา มีวิตามินซี ฟอสฟอรัส เมทิโอนิน และมีสารซิสทิน ทำให้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ ช่วยรักษาฝ้า ให้ค่อยๆจางลง พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยให้หน้าเนียนนุ่ม รูขุมขนเล็กลง ชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น ผิวขาวกระจ่างใสมากขึ้น ช่วยบรรเทาอาการไหม้แดดได้ดี ผิวหน้าผ่อนคลายดียิ่งขึ้น

วิธีใช้แตงกวา รักษาฝ้า
ปั่นแตงกวาให้ละเอียดนำมาพอกหน้าให้ทั่ว เว้นตา ปาก ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด หรือจะฝานแตงกวาเป็นแผ่นบางๆ นำมาโปะพอกหน้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น กระจ่างใสขึ้น รอยดำ ฝ้า กระ จางลงได้เป็นอย่างดี

สมุนไพรรักษาฝ้าด้วย มะนาว

มะนาว มีกรด AHA และ VitaminC ที่สูงมาก ทำให้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ผลัดเซลล์ผิวที่มีรอยดำคล้ำ ให้ค่อยๆหลุดลอกได้เป็นอย่างดี แถมยังลดปัญหาผิวมัน และการเกิดสิวได้ พร้อมทั้งยังช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เนียนนุ่มมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ (สำหรับใครที่มีผิวบอบบางควรทดสอบก่อนใช้ด้วยนะคะ)

วิธีใช้น้ำมะนาว รักษาฝ้า
นำน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน นำมานวดใบหน้า 2-3 นาที และพอกทิ้งไว้ 15-20 นาที ยิบๆเล็กน้อย แล้วอาการยิบๆจะทุเลาลงได้ ทำ 3-4 วัน ต่อสัปดาห์ เท่านี้รอยฝ้า หน้าหมองก็จะจางลง ผิวหน้าชุ่มชื้นขึ้น แถมยังช่วยลดอาการเกิดสิว และผิวมันได้ดีอีกด้วย ทั้งถูกและดีจริงๆ (ผิวบอบบางไม่ควรใช้มะนาวอย่างเดียวในการพอกหน้านะคะ)

สมุนไพรรักษาฝ้าด้วย หัวหอม

หัวหอม มีกำมะถัน และแร่ธาตุที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว รอยดำจากฝ้า จึงค่อยๆจางลงได้ดี อาจมีกลิ่นฉุนสักหน่อย แต่หัวหอมจะช่วยรักษารอยดำจากฝ้าได้เป็นอย่างดี อยากสวยต้องอดทนนะคะ (หากใครที่มีผิวบอบบาง ควรทดสอบก่อน)

วิธีใช้หัวหอม รักษาฝ้า
ฝานหัวหอมเป็นแว่นๆ หรือสามารถคั้นเอาเฉพาะน้ำของหัวหอมแล้วนำไปแช่ตู้เย็นเพื่อดับกลิ่นและลดความซ่าที่อาจทำให้แสบผิวสัก 5-10 นาที นำมาพอกหน้า 15 นาที ล้างออกให้สะอาด เมื่อทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รอยฝ้าก็จะสามารถจางลงได้ กระ ฝ้า.

ครีมรักษาสิว บอกเลยว่าไม่ต้องไปหาวิธีรักษาสิวราคาแพง ๆ

ครีมรักษาสิว บอกเลยว่าไม่ต้องไปหาวิธีรักษาสิวราคาแพง ๆ ที่ไหนอีกแล้วล่ะค่ะ แค่หันมาพึ่งวิธีแบบธรรมชาติ รับรองว่าช่วยได้แน่นอน แถมยังทำได้ง่าย ๆ เผลอ ๆ กลายเป็นสิวหายเกลี้ยงไม่มีเหลือให้กวนใจอีกต่างหาก เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็อย่ารอช้า รีบมาดูสูตรรักษาสิวแบบธรรมชาติที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันเลยดีกว่า ครีมรักษาสิว.

ครีมรักษาสิว

ครีมรักษาสิว วิธีรักษาสิว แบบธรรมชาติ

พอกหน้าด้วยดินสอพอง ผงขมิ้นชัน และน้ำผึ้งครีมรักษาสิว

นำดินสอพองมาบดละลายน้ำ ผสมกับผงขมิ้นชัน และน้ำผึ้ง คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างหน้าให้สะอาด ทำบ่อย ๆ จะช่วยทำให้สิวอักเสบยุบลง แผลสิวค่อย ๆ แห้ง และหายไปในที่สุด

วิธีรักษาสิว แบบธรรมชาติครีมรักษาสิว

พอกหน้าด้วยมะละกอ น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว

นำมะลอกอสุกมาบดให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้ง และมะนาวอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะลงไป คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะช่วยรักษาสิวอักเสบและลดรอยแดงได้

วิธีรักษาสิว แบบธรรมชาติ

ใช้น้ำมะนาวทาหน้า

บีบน้ำมะนาวสด ๆ ในถ้วย ผสมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำสำลีมาชุปน้ำมะนาวทาหน้า โดยให้ทาทิ้งไว้ก่อนนอนโดยไม่ต้องล้างออก วิธีนี้จะช่วยทำให้สิวแห้งและยุบตัวเร็ว อีกทั้งยังจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้อีกด้วย ครีมรักษาสิว.

ลดความอ้วนผู้ชาย หนุ่ม ๆ สมัยนี้นิยมหันมาออกกำลังกายหวังลดไขมันส่วนเกิน

ลดความอ้วนผู้ชาย หนุ่ม ๆ สมัยนี้นิยมหันมาออกกำลังกายหวังลดไขมันส่วนเกิน เพื่อรูปร่างที่ดีกันมากขึ้น โดยเฉพาะไขมันหน้าท้องที่ค่อนข้างกำจัดได้ยาก ซึ่งลำพังการออกกำลังอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ยังต้องควบคุมอาหาร เลือกทานแต่ของที่มีประโยชน์ด้วย กล้ามเนื้อหน้าท้องถึงจะสวยและแข็งแรง วันนี้เราเลยสรรหาวิธีลดพุงมาฝากกันด้วยครับ ลดความอ้วนผู้ชาย.

ลดความอ้วนผู้ชาย

ลดความอ้วนผู้ชาย – เพิ่มความเข้มข้นให้การฝึกคาร์ดิโอ

แม้จะออกกำลังทุกวัน แต่หากคุณแค่ทำ ๆ ไปอย่างนั้นให้ครบชั่วโมงแบบไม่ตั้งใจ เชื่อเถอะว่ายังไงผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ลองเพิ่มความเข้มข้นให้กับการออกกำลังด้วยการคาร์ดิโอให้หนักขึ้นสิ เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามันเป็นวิธีออกกำลังที่เผาผลาญไขมันได้ดีเอามาก ๆ เนื่องจากร่างกายจะรีดเอาไขมันส่วนเกินออกไปแทบทุกส่วน นั้นรวมถึงพุงด้วย โดยแต่ละวันก็สลับกันออกกำลังด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน เป็นต้นลดความอ้วนผู้ชาย

– แขม่วหน้าท้องเป็นระยะ ๆลดความอ้วนผู้ชาย

นี่เป็นเคล็ดลับการลดหน้าท้องที่หนุ่ม ๆ หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่การแขม่วท้องนั้นช่วยให้หน้าท้องหายไปได้จริง ง่าย ๆ เลยให้คุณแขม่วพุงค้างไว้ครั้ง 10-15 วินาที ทำอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง แล้วคุณจะทึ่งกับผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งวิธีนี้มันเจ๋งตรงที่จะทำที่ไหนเมื่อไรก็ได้ แม้กระทั่งนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

ดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 10-12 แก้วต่อวัน

– ดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 10-12 แก้วต่อวัน

เราอาจเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่าอย่างน้อยให้ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 แก้วต่อวัน แต่หากดื่มได้มากกว่านั้นอีกนิด ร่างกายของคุณจะขับของเสียในร่างกายออกไปทางปัสสาวะได้มาก และยังช่วยลดอาการท้องอืดได้อีกต่างหาก ฟังดูอาจเป็นอะไรที่ทำได้ยากสักหน่อยโดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยดื่มน้ำ แต่หากพยายามฝึกให้เป็นนิสัยได้ รับรองว่าคุณจะมีหน้าท้องที่สวยได้

– ลดน้ำตาล ห่างไกลความหวานบ้างก็ได้

ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าบรรดาอาหารจานโปรด ขนมหวานที่แสนน่ากินต่าง ๆ หรือเครื่องดื่มบางชนิดนั้นมีส่วนผสมของน้ำตาลสูง เรียกได้ว่าหากนำมาเปรียบเทียบเป็นช้อนชาคุณต้องตกใจในปริมาณของมันมากชัวร์ ๆ

– แพลงกิ้งช่วยได้เยอะนะ

สำหรับคนที่เบื่อกับการซิทอัพลดพุงทุกวัน ลองสลับมาทำท่าแพลงกิ้งดูบ้างสิ รับประกันว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้คุณร้องว้าววววว เลยทีเดียว ที่สำคัญยังเป็นวิธีบริหารหน้าท้องที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แพง ๆ เลยด้วยซ้ำ แค่เสื่อออกกำลังหรือหาผ้ามาปูก็พอ ทั้งนี้ แนะนำให้ทำทั้งแพลงกิ้งแบบที่นอนคว่ำหน้าธรรมดา และแพลงกิ้งด้านข้างสลับไปกันนะ

– เน้นออกกำลังบริหารหน้าท้องให้มากขึ้น

ในเมื่อไม่อยากมีพุง คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือเน้นออกกำลังท่าที่ช่วยลดหน้าท้องให้มาก ๆ นอกเหนือจากซิทอัพและแพลงกิ้งแล้ว ท่า Leg Raises, Crunch และ V-sit ก็ช่วยให้กล้ามท้องของคุณแข็งแรงและสวยได้รูปได้เช่นกัน ขอเพียงฝึกบริหารอย่างต่อเนื่องและมีวินัยในการกิน

ลดความอ้วนผู้ชาย.

สิวอุดตัน คงไม่มีใครปลาบปลื้มเวลาที่มีสิวอยู่บนหน้า

สิวอุดตัน  คงไม่มีใครปลาบปลื้มเวลาที่มีสิวอยู่บนหน้า เพราะมันทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาเสียเฉยๆ แต่เราก็สามารถดูแลรักษาตัวของเราเองให้ปราศจากสิว โดยสามารถทำได้ง่าย ดังต่อไปนี้ สิวอุดตัน.

สิวอุดตัน
สิวอุดตัน ควบคุมความมันบนใบหน้า หากว่า บนหน้าของเรามีน้ำมันส่วนเกินมาก โอกาสที่ฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกจะมาติดก็มากตาม และก็จะทำให้รูขุมขนอุดตันเกิดเป็นสิวได้
รักษาความสะอาดของผิวหน้า โดยล้างหน้าให้สะอาด เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกมาอุดตัน
ไม่ไว้ผมละหน้าผาก หรือหน้าม้า และควรดูแลทำความสะอาดผมให้สะอาด เพราะความสกปรกจากเส้นผมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นสิวสิวอุดตัน
สำหรับคนที่มีผิวมันอยู่แล้ว ไม่ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือมอยส์เจอไรเซอร์ เพราะว่าจะทำให้มีโอกาสเป็นสิวมากขึ้น
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเป็นการรักษาความสะอาดของใบหน้าทั่วไป รวมไปถึงการรับประทานอาหารไม่ให้เลอะติดปาก เพราะเศษอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีสิวบริเวณรอบปากนั่นเอง สิวอุดตัน
มารู้จักสิวกันเถอะ
สิวนั้นไม่ได้มีอย่างเดียว ประเภทเดียว แต่ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น สิวเสี้ยน สิวอักเสบ ซึ่งสิวแต่ละอยางนั้น ก็จะมีความแตกต่างกันไป ทั้งขนาดและการเกิด ซึ่งสิวที่หลายๆ คนเป็นกันเยอะก็ได้แก่
สิวเสี้ยน เป้นสิวที่คนมักจะเป็นกันมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดอยู่บริเวณจมูก เมื่อเรากดบริเวณจมูก ก็มักจะเจอสิวเสี้ยนผุดขึ้นมาโดยจะมีหัวสิวสีดำเล็กๆ แม้จะไม่เด่นมาก แต่หากว่ามีมากๆ ก็กลายเป็นน่าเกลียดได้เช่นเดียวกัน
สิวหัวขาว สิวชนิดนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายไม่สามารถขับไขมันบริเวณดังกล่าว ออกมาจากทางรูขุมขนได้ จึงเกิดเป็นลักษณะสิวที่นูนขึ้นมา ซึ่งก็สามารถพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้อีกด้วย
สิวหัวดำ เป็นสิวที่สามารถหลุดออกได้เอง โดยรูขุมขนเปิดออกเจอกับแสงแดดและสายลม เห็นเป็นจุดดำๆ
สิวผด เป็นสิวชนิดที่ค่อนข้างแตกต่างจากเพื่อน เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกับต่อมไขมันเลย แต่จะมีลักษรณะเหมือนผดขึ้นเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ใช่ผด
สิวอักเสบ ส่วนใหญ่แล้วได้มาจากสิวหัวขาว ที่เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียจนกลายเป็นผิวอักเสบ
สิวที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เป็นสิวชนิดที่เรามักจะเป็นกันมากที่สุด ไม่ว่าจะงานอะไร หรือว่าเป็นใครก็ตาม ก็มีโอกาสที่จะเป็นสิวกันได้ทั้งนั้น ดังนั้นหันมาดูแลสุขภาพผิวหน้าของเราให้ดีกันเถอะค่ะ สิวอุดตัน.

วิธีกินวิตามินซี กินวิตามินซีเท่าไหร่ดีโดยปกติคนอายุ 15 ปีขึ้นไป

วิธีกินวิตามินซี กินวิตามินซีเท่าไหร่ดีโดยปกติคนอายุ 15 ปีขึ้นไป นั้นควรได้รับวิตามินซีปริมาณ 60 – 90 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนในวัยเด็กต้องการวิตามินซี 30-50 มิลลิกรัมต่อหนึ่งวัน แต่โดยรวมแล้วสามารถกินวิตามินซีเพิ่มได้ถึงราว ๆ 100 – 200 มิลลิกรัมต่อวัน วิธีกินวิตามินซี.

วิธีกินวิตามินซี

วิธีกินวิตามินซีึ่งสำหรับบางคนอาจมีความจำเป็นที่จะต้องรับอาหารเสริมวิตามินซีเพิ่มมากกว่าปกติหน่อย คือตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมขึ้นไปตัวอย่างเช่น คนที่มีอาการเลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด คนที่เป็นหวัดบ่อย ๆ แพทย์จะให้กินวิตามินซีเสริม นอกจากนี้ยังรวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ก็จำเป็นต้องกินวิธีกินวิตามินซี

เพราะว่าบุหรี่จะไปลดปริมาณวิตามินซีที่มีอยู่ในร่างกาย เช่นเดียวกับคนที่เตรียมตัวผ่าตัด หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือเพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด ก็เป็นกลุ่มที่ควรได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม

กินวิตามินซีตอนไหนวิธีกินวิตามินซี

กินวิตามินซีตอนไหนได้ประโยชน์ดีที่สุด

กินวิตามินซีตอนไหน ให้ได้รับ ประโยชน์ของวิตามินซี ดีที่สุด เรื่องนี้ทาง แพทย์หญิง วริยา สารรัตนะ ได้ให้คำตอบที่ดีไว้ในเว็บไซต์หน่วยคลังข้อมูลยาของทางคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลเอาไว้ว่า จริงๆแล้วเราสามารถกินวิตามินซีในเวลาใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

แต่ได้แนะนำเพิ่มเติมเอาไว้ว่าอย่าทานตอนท้องว่าง ถ้าจะกินวิตามินซีให้ดีควรกินพร้อมอาหารหรือกินวิตามินซีหลังอาหารจะดีที่สุด เพราะว่าอาหารจะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้ เป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการป้องกันกระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองด้วย เพราะว่าวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดนั่นเอง

ซึ่งเพื่อนๆสามารถแบ่งการกินวิตามินซีตามมื้ออาหารของในช่วงวันได้ เช่น กินวิตามินซีวันละ 2 เวลาหลังอาหาร หรือ กินวันละ 3 เวลาหลังอาหาร เป็นต้น จะช่วยทำให้ร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ดีกว่าการกินวิตามินทั้งหมดภายในครั้งเดียวค่ะ วิธีกินวิตามินซี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี การทานวิตามินซีแน่นอนว่าจะต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี การทานวิตามินซีแน่นอนว่าจะต้องมีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างมหาศาล เพราะไม่ว่า วิตามินซี จะถูกสกัดออกมาในรูปแบบใด ทั้งเป็นส่วนผสมของอาหารเสริม หรือ วิตามิน ซี ที่เป็นส่วนผสมของครีมบำรุงต่างๆ หรือ วิตามิน ซี ที่อยู่ในผักและผลไม้ ที่เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ร่างกาย และผิวพรรณได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ส่วนการทานวิตามินซี เพื่อที่จะเพิ่มภูมิต้านทานโรค ต่างๆให้กับร่างกายของเรา หลายคนคงเกิดความสงสัยว่า..

ทาน วิตามินซี ตอนไหนดี จึงจะได้ผลอย่างชัดเจน

วิตามินซีแบบเม็ด

ทาน วิตามิน ซี หลังอาหารเช้า

การที่คุณได้ทาน วิตามินซี หลังอาหารเช้าจะถือว่าเป็นการดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคนเรา จะทำการดูดซึมสารอาหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งการทานวิตามินซี ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงหลังอาหารเช้า 9.00-10.00 น. ถือว่าเป็นเวลาที่ดีที่สุด เพราะร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้เป็นอย่างดีที่สุดช่วงเวลานี้

หลีกเลี่ยงการ ทาน วิตามิน ซี ตอนท้องกำลังว่างวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

ช่วงเวลาที่ท้องคุณกำลังว่าง การรับประทานอาหารที่หนัก จะเป็นการดีกว่าที่จะรับประทานอาหารจำพวกที่มีกรดต่างๆ เพราะจะไปทำลายลำไส้ ของเราได้ง่ายวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

ไม่ควรทาน วิตามินซี ช่วงเวลาที่ท้องว่าง เพราะ วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นกรด และไม่ควรทาน วิตามินซี ก่อนนอน ซึ่งมีการค้นพบว่า วิตามิน ซี จะมีสารที่ทำให้ร่างกายมีการตื่นตัว เป็นสาเหตุของการนอนหลับยากขึ้น และเป็นผลทำให้ร่างกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ

วิตามินซี กินตอนไหนดีที่สุด

ประโยชน์ของ วิตามินซี

เมื่อรับประทานทาน วิตามินซี เข้าสู่ร่างกาย สิ่งที่คุณจะได้รับก็คือ มีการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความชรา ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร ซึ่งสังเกตได้จากการที่คุณได้รับประทานอาหาร อย่างผัก และผลไม้รสเปรี้ยว อยู่เป็นประจำ วิตามิน ซี ที่อยู่ในผลไม้ จะช่วยให้ผิวใส เนียน นุ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การทานวิตามินซี ยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเรา มีความแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทาน วิตามิน ซี ป้องกันหวัดวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

ประโยชน์ vitamin-c

เป็นที่รู้กันมานานว่า หากใครได้ ทาน วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะทำให้ไม่เป็นโรคหวัดได้ง่าย เพราะสารที่อยู่ใน วิตามิน ซี จะช่วยในการรักษาและป้องกันโรคหวัดได้เป็นอย่างดี รวมถึงสรรพคุณของ วิตามิน ซี ที่สามารถ ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่จะชอบ ทาน วิตามินซีแบบอัดเม็ด

ยังมีประโยชน์ของการทาน วิตามินซี อีกมากมาย เพราะการทาน วิตามินซี จะสามารถช่วยในการลดความเสี่ยง และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายชนิด ซึ่ง วิตามิน ซี ยังสามารถช่วยต่อต้าน ในการสร้างสารที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง อีกด้วย วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักมีอะไรบ้าง?

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักมีอะไรบ้าง? หุ่นสวยสุขภาพร่างกายแข็งแรง เรื่องง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ เพียงแค่ออกกำลังกายวันละนิด ก็สามารถทำให้คุณมีรูปร่างดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง และยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย นอกจากนี้การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และช่วยทำให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกอารมณ์ดี หน้าตาสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยควบคุมความอยากอาหาร ซึ่งทำให้คุณหิวน้อยลงได้อีกด้วย ออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักมีอะไรบ้าง?

นั้นมีวิธีการง่ายๆอย่างเช่น การวิ่งเหยาะๆ การเดินแบบเร็วๆ การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ และการออกกําลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic exercise) เป็นการออกกำลังกายที่กล้ามเนื้อได้พลังงานจากการใช้ออกซิเจน ช่วยในการเผาผลาญอาหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งมักจะต้องมีการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่สำคัญคือสามารถควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย และนอกจากนี้แล้ว การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนักนั้น ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด ออกกำลังกายลดน้ำหนัก ควรทำอย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลาที่นานพอสมควร ซึ่งระยะเวลาของการออกกำลังกายในแต่ละครั้งนั้นควรไม่ต่ำกว่า 20-30 นาที สาเหตุที่ต?องนานถึงขนาดนั้น เนื่องมาจากการเผาผลาญอาหารออกกำลังกายลดน้ำหนัก เพื่อให้ได้พลังงานในการออกกำลังกายในนาทีที่ 20 เป็นต้นไป ซึ่งจะใช้ไขมันเป็นหลัก จึงช่วยทำให้สามารถลดไขมันได้ แต่หากใครที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ช่วงแรกๆอาจจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีก็พอ และถ้ากล้ามเนื้อเริ่มปรับสภาพได้แล้ว ก็เพิ่มระยะเวลาเป็น 10-15 นาที ตามลำดับ เพื่อไม่ให้เป็นการหักโหมจนเกินไป เพราะอาจทําให?เกิดการบาดเจ็บ และล?มเลิกการออกกําลังกายไปในที่สุดนั่นเอง

การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนัก

ท้ายนี้ การออกกําลังกายเพื่อลดน้ําหนัก ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้คุณมีหุ่นสวยสุขภาพร่างกายแข็งแรง ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล แต่ทั้งนี้ก็ควรดูแลเรื่องอาหารการกินควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้การลดน้ําหนักนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้นออกกำลังกายลดน้ำหนัก.

วิตามินผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณผู้หญิง

วิตามินผิวขาว เป็นใครก็อยากผิวขาวใสกันทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณผู้หญิง ที่ให้สำคัญกับการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ ทั้งรับประทานอาหารเสริมเพิ่มความขาว ชโลมครีมบำรุงผิวแสนแพง หรือบางคนถึงกับไปฉีดสีผิวก็มี นั่นแสดงให้เห็นว่าสาวๆในบ้านเราส่วนมากอยากผิวขาวใสอ่อนกว่าวัยกันมากแค่ไหนวิตามินผิวขาว.

วิตามินผิวขาว
วิตามินผิวขาว อย่างไรก็ตาม ถ้าอยากผิวขาวใสออกมาจากข้างใน สิ่งที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ก็คือสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวอย่าง “วิตามินซี” ซึ่งต่างก็ทราบกันดีว่าวิตามินชนิดนี้มีอยู่ในผักผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น ทว่าส่วนใหญ่มักไม่ชอบรับประทานผักผลไม้กัน ฉะนั้น อาหารเสริมวิตามินซี 1000 mg จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากผิวขาวใส ขาวไวนั่นเองวิตามินผิวขาว
การทำงานของ วิตามินซี 1000 mgวิตามินผิวขาว
เมื่อได้รับวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้มีสารอาหารที่เข้าไปกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารและมีระบบการไหลเวียนที่ดีขึ้นก็จะทำงานได้ดีขึ้น ผิวจึงแลดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน สดใส ออร่าจับมากขึ้น รวมทั้งวิตามินซีเป็นสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวแน่น มีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น จึงทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
การรับประทานวิตามินซี นอกจากจะช่วยให้ผิวขาวสว่างกระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เพราะวิตามินซีช่วยให้ผิวมีกระบวนการซ่อมแซมและรักษาตัวเองได้ดี โดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ นั่นหมายความว่าวิตามินชนิดนี้ช่วยทำให้จุดดำจุดแดง หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวหายได้เร็ว ใบหน้าที่หมองคล้ำ จึงกลับมาสดใสมากขึ้น
สำหรับคำถามที่ว่า ถ้าอยากผิวขาวใส ขาวไว ทำไมถึงต้องรับประทานวิตามินซี 1000 mg คำตอบคือ การใช้วิตามินซีเพื่อช่วยให้ผิวขาวสดใสขึ้นนั้นควรรับประทานในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัมขึ้นไป เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสม และไม่ส่งผลอันตราย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากวิตามินชนิดนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ ร่างกายจึงขับมันออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษภัยร้ายแรงที่เกิดจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไป

ประโยชน์ที่มากกว่าผิวขาวใสวิตามินผิวขาว
ประโยชน์จากวิตามินซีนั้นมีมากมายสารพัด ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน ทั้งยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ วิตามินซียังมีประโยชน์ด้านอื่นๆอีก
1.แก้โรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000-6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้นร้อยละ 21 ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานว่าวิตามินซีสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้
2.เพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินอี มันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นที่มาของโรคหัวใจนั่นเอง
3.ป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยววิตามินซีกับการป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่เนื่องจากวิตามินเป็นสารต่ออนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม จึงสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
4.ป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจากวิตามินซีสามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลตที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก ทั้งยังมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี มีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึงร้อยละ 77วิตามินผิวขาว
5.บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส โดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส ที่สำคัญคือมีการศึกษาค้นคว้าพบว่า วิตามินซีช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
6.ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดยวิตามินซีจะเข้าไปช่วยในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
7.ช่วยเรื่องความจำ โดยวิตามินซีจะช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10วิตามินผิวขาว.

รอยแตกลาย โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการฉีกขาดของหนังแท้

รอยแตกลาย โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการฉีกขาดของหนังแท้ ผิวหนังเกิดการยืดขยายตัวอย่างรวดเร็วของผิวหนังบริเวณนั้น ๆ ซึ่งผิวแตกลายนั้นจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังชั้นกลาง และมักจะเกิดในบริเวณที่มีไขมันสะสมอยู่มาก เช่น บริเวณหน้าท้อง หน้าอก เต้านม สะดือ ต้นแขน ต้นขา สะโพกและน่อง รอยแตกลาย.

รอยแตกลาย

รอยแตกลาย  คนส่วนใหญ่จึงมักเจอปัญหานี้ในตอนเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเป็นวัยกำลังกินกำลังโต หรือเกิดจากการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วจนผิวหนังขยายตามไม่ทัน อย่างในวัยรุ่นที่โตเร็วหรืออ้วนมากเกินไป หรือในกลุ่มนักกีฬาเพาะกายที่มวลกล้ามเนื้อโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงกลุ่มคนที่ลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว และปัญหาผิวแตกลายในสตรีตั้งครรภ์มากถึง 90% เพราะครรภ์โตจนทำให้หน้าท้องและขาอ่อนแตกลาย ส่วนสาเหตุอื่น ๆ นั้นก็อาจเกิดจากโรคบางชนิด เช่น โรคตับอักเสบเรื้อรัง โรค Marfan Syndrome เป็นต้น และเกิดจากการใช้ยาทาหรือยารับประทานในกลุ่มของสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นยาหม้อ ยาลูกกลอน ซึ่งชาวบ้านชอบกินกันมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นสมุนไพรไม่มีพิษมีภัยอะไร

อาการเริ่มแรกของผิวแตกลาย คือ ผิวหนังจะเกิดรอยเป็นเส้นสีแดงหรือม่วง (ระยะแรก) และจะมีสีอ่อนลงเรื่อย ๆ จนเป็นสีขาวขุ่น (ระยะหลัง) การรักษาในระยะแรกถ้าทาครีมเป็นประจำลายแตกก็อาจจะหายได้ทัน ดังนั้นคุณจึงต้องหมั่นสังเกตผิวกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย คราวนี้มาดูกันเลยดีกว่าว่าเราจะมีวิธีรักษารอยแตกลายบนผิวนี้ได้อย่างไร…

วิธีลดรอยแตกลาย
ดูแลตัวเองให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการ หันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยทำให้รูปร่างของเราดูดีและผิวมีความยืดหยุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดความสมดุลและช่วยลดการเกิดปัญหาผิวแตกลายได้อีกด้วย, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ, แร่สังกะสี (แครอท, ฟักทอง, ตำลึง, มะละกอ, กวางตุ้ง, ผักบุ้ง), วิตามินซี, วิตามินดี (นม, เนย, ตับ, ปลาแซลมอน), โปรตีน (เนื้อสัตว์ต่าง ๆ) เป็นต้น และพยายามควบคุมอาหารให้ได้ ไม่ตามใจปาก แต่ถ้าอยากเห็นผลไว้ขึ้นก็แนะนำให้หาวิตามินเสริมมากินครับ อย่างวิตามินซีวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม เพื่อช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน, ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว (แต่สำหรับบางคนที่มีผิวหนังแห้งและผนังชั้นขี้ไคลเสื่อม การดื่มน้ำมาก ๆ ก็ไม่ด้วยช่วยเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ได้) และพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกชาและกาแฟ, ไม่อบน้ำอุ่นและไม่เกาผิวเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผิวแห้งและแตกลายมากยิ่งขึ้น, พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างวัยรุ่น ผู้ออกกำลัง และหญิงตั้งครรภ์ (ยิ่งผู้หญิงที่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ ก็ควรจะหาครีมทาไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะถ้ารอให้ผิวแตกลายเมื่อไหร่ จะหาครีมมาโบกเท่าไหร่มันก็ยากที่จะกลับมาเหมือนเดิม) เป็นต้น
ทาครีมบำรุงเป็นประจำ เป็นวิธีรักษารอยแตกลายวิธีแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึง โดยให้เน้นการทาครีมบำรุงที่มีความเข้มข้นสูงในบริเวณผิวแตกลายทุกวันเป็นประจำก่อนนอนและในตอนเช้า หรือทาทุกครั้งหลังอาบน้ำ เพื่อช่วยลดและป้องกันการเกิดรอยแตกลายที่ผิวหนัง และอย่าปล่อยให้บริเวณที่ผิวแตกลายแห้งเป็นขาด !! มิฉะนั้นมันอาจจะลุกลามกว้างขึ้นมากกว่าเดิมก็ได้ และทุก ๆ ครั้งที่ทาให้พยายามทาครีมและนวดผิวย้อนรอยขึ้นไปด้วย
การรักษารอยแตกลาย
ครีมลดรอยแตกลาย ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นการหันมาใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับลดรอยแตกของผิวหนังโดยเฉพาะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แม้การใช้ครีมรักษารอยแตกลายจะไม่ทำให้รอยแตกลายหายไปได้อย่างถาวร แต่มันก็สามารถช่วยป้องกันและทำให้รอยแตกลายดูจางลงได้อย่างน่าพอใจ ส่วนผลิตภัณฑ์ตัวไหนจะได้ผลดีที่สุดนั้นต้องลองถามเภสัชกรประจำร้านขายยาดูได้เลยครับ หรือถ้าไม่มั่นใจจริง ๆ ว่าครีมที่ใช้จะเหมาะกับเราและได้ผลจริงหรือไม่ คุณอาจจะปรึกษาแพทย์ผิวหนังดูก็ได้ โดยยาที่แพทย์มักจะจ่ายมามักจะมีส่วนผสมของวิตามินเอเพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและความยืดหยุ่นในผิว และครีมที่มีส่วนผสมของกรดเอเอชเอ (AHA)
advertisements
สูตรน้ำมันจากธรรมชาติ ที่แนะนำเป็นอันดับแรกคือ “น้ำมันงา” ให้คุณใช้น้ำมันงานำมาทาผิวบริเวณที่เป็นรอยแตกเป็นประจำ โดยให้ชโลมทาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำมันงานั้นมีชื่อเสียงมากในด้านการบำรุงผิว ที่สามารถช่วยทำให้ผิวที่เคยแห้งกร้านกลับมาดูสดใสมีน้ำมีนวลได้อีกครั้ง หรือถ้ามีน้ำมันมะกอกก็ให้นำไปอุ่นจนเกือบร้อนแล้วนำมานวดวนบริเวณผิวที่แตกลาย ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยล้างออก ส่วนน้ำมันอื่น ๆ ที่สามารถช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและป้องกันผิวแตกลายได้ก็มีอีกหลายชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันละหุ่ง, น้ำมันดอกทานตะวัน, น้ำมันอะโวคาโด, น้ำมันอัลมอนด์, น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น รอยแตกลาย.