ลดความอ้วน ออกกำลังกายเพื่อควบคุมและลดน้ำหนัก

ลดความอ้วน ออกกำลังกายเพื่อควบคุมและลดน้ำหนัก การออกกำลังกายนอกจากจะต้องคำนึงถึงรูปแบบโปรแกรมที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลแล้ว ควรกำหนดโปรแกรมที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องตลอดไปด้วย เท่าที่พบมาประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่บริหารร่างกายเพื่อการลดน้ำหนัก มักจะเลิกออกกำลังกายกลางคันในเวลาสั้นๆ ทำให้การออกกำลังกายไม่ได้ผลอย่างที่ควรเป็น ดังนั้นใครที่กำลังจะเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ผมมีวิธีมาแนะนำดังต่อไปนี้ครับ ลดความอ้วน.

ลดความอ้วน

ลดความอ้วน

– ค่อยๆ เริ่มช้าๆ ดูระดับความแข็งแรงและความสามารถของตนเอง อย่าใจร้อนออกกำลังกายหักโหม เพราะอาจได้รับบาดเจ็บและผลที่ได้อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด ทำให้ท้อแท้จนถึงกับเลิกออกกำลังกายไปเลย ถ้าเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ควรเริ่มด้วยการออกกำลังกายแบบมีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดิน ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

– ตั้งเป้าหมาย เริ่มจากสั้นๆ ก่อนถ้าทำได้แล้วค่อยๆ เพิ่มเป้าหมายให้ยาวขึ้นหรือหนักขึ้น เช่น ตั้งใจว่าจะเดินออกกำลังกายให้ได้ 25 นาทีในช่วงเดือนแรกและลดน้ำหนักให้ได้ 2-4 กิโลกรัม หลังจากนั้นเข้าร่วมออกกำลังกายในคลาส
ปั่นจักรยานให้ครบ 50 นาทีภายในเดือนที่ 3 และลดน้ำหนักลงให้ได้ 6-12 กิโลกรัม

– มีการบันทึกตารางการออกกำลังกาย เพื่อดูผลความก้าวหน้า ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจ
ในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องต่อไป

– ควรจัดตารางเวลาของการออกกำลังกาย ไว้ในชีวิตประจำวันให้ได้ คุณสามารถเลือกทำกิจกรรม 2 อย่างพร้อมกันในเวลาเดียว เช่น วิ่งบนลู่วิ่งในเวลาที่ต้องดูข่าวทีวี เป็นต้น

– เลือกสถานที่ออกกำลังกายที่สะดวกต่อการเดินทาง

– ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ คือ ควรหากิจกรรมออกกำลังกายที่คุณจะรู้สึกชอบและสนุกไปกับมัน เพื่อที่จะปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องและตลอดไปครับ

เคล็ดลับการ ลดน้ำหนัก ที่ว่านี้ ก็คือการเลือกดื่มน้ำเปล่า แทนการอดอาหารนั่นเองค่ะ น้ำเปล่า เป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสม อีกหนึ่งตัวเลือกเลยนะคะ ที่คุณสาวๆ สามารถใช้เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก ในแต่ละวันได้ ลดน้ำหนัก ด้วยการดื่มน้ำนั้น ก็มีเคล็ดลับแบบง่ายๆ โดยให้คุณสาวๆ ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว ก่อนการทานอาหารครึ่งชั่วโมง ในทุกๆ มื้ออาหาร จะส่งผลทำให้คุณสาวๆ มีความอยากในการทานอาหารลดน้อยลงลดความอ้วน
แถมยังมีผลการวิจัย (Institute for Public Health and Water Research และ Virginia Tech University ประเทศสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า น้ำเปล่านั้น สามารถเข้าไปช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และน้ำตาลในร่างกายได้ศาสตราจารย์ ดร. บาร์รี ป็อปคิน ผู้อำนวยการศูนย์ UNC Interdisciplinary Obesity Center (IDOC) ประจำมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงทัศนะว่า การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณเหมาะสมช่วย ลดน้ำหนัก เพราะเหตุผลสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง “น้ำทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลง ร่างกายจึงเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดสมดุลความร้อน ส่งผลให้อาหารและพลังงานถูกเผาผลาญตามไปด้วย ช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินสะสม“

ประการที่สอง “เมื่อดื่มน้ำเปล่ามากขึ้น ทำให้ลดโอกาสดื่มน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง จึงควบคุมน้ำหนักง่ายขึ้น“

นอกจากนี้ คุณสาวๆ จะต้องหลีกเลี่ยง การดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ น้ำหวานต่างๆ ไม่ว่าคุณสาวๆ จะอยากทานมากแค่ไหน ก็ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด เพราะเครื่องดื่มเหล่านั้น เป็นตัวเพิ่มระดับน้ำตาลให้กับร่างกายได้สูงมากขึ้น แถมยังยากต่อการเผาผลาญอีกด้วยนะคะ

อ๊ะๆ คุณสาวๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน จนหาทางออกของการลดน้ำหนักด้วยการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวนะคะ นอกจากการดื่มน้ำเปล่าแล้ว คุณสาวๆ จะต้องเลือกอาหารที่พอเหมาะ และมีประโยชน์กับร่างกายด้วย ที่สำคัญ คุณสาวๆ จะต้องไม่ลืมที่จะออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยนะคะ จะได้สวย ใส น่ารัก มีสุขภาพดี สมบูรณ์แบบได้ลดความอ้วน

การที่เราไม่เคร่งครัดในการลดน้ำหนักจนเกินไปนั้นจะทำให้เราสามารถลดน้ำหนักไปได้เรื่อยๆในระยะยาว แม้ว่าจะการพูดแบบนี้มันจะดูแปลก แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องจริงที่น่ายินดีทีเดียว

นักวิจัยแนะนำว่าให้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูงในตอนเช้า คุณจะพบว่าในทั้งวันนั้นคุณจะไม่ค่อยรู้สึกหิวเหมือนแต่ก่อน ด้วยวิธีนี้จึงเป็นวิธีลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพดีทีเดียว

คุณจะสามารถต่อสู้กับความอยากได้เป็นอย่างดี ดีกว่าการที่คุณจะมานั่งอดทนกับความอยากความหิวตลอดช่วงเวลาที่คุณลดน้ำหนัก เพราะฉะนั้นการกินอาหารเช้าที่อุดมไปด้วยโปรตีนและน้ำตาลมันจะช่วยให้แผนการลดน้ำหนักของคุณนั้นประสบผลสำเร็จได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

ถึงตรงนี้บางคนอาจจะดีใจจนเนื้อเต้นและรีบออกล่าอาหารในทันใด แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่เคร่งครัดมากไม่ได้หมายความว่าให้คุณกินอะไรได้ตามใจชอบนะ แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ลดน้ำหนักน่ะสิ โปรดอย่าลืมว่าคุณกำลังลดน้ำหนักอยู่แต่คุณสามารถที่จะกินอะไรต่างๆได้มากกว่าเดิมในตอนเช้าเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเพิ่มปริมาณมันเสียทุกมื้อ ถ้าเป็นแบบนั้นได้อ้วนขึ้นกว่าเดิมแน่ เพราะฉะนั้นการลดน้ำหนักของคุณยังคงดำเนินต่อไป ถ้าหากใครไม่เพิ่มปริมาณแล้วยังอยู่ได้ก็ไม่ต้องเพิ่ม แต่ถ้าหากใครไม่ไหวจริงๆก็เพิ่มอาจจะช้านิดหน่อยแต่ก็ชัวร์นะ ลดความอ้วน.

ลดต้นขา 12 วิธีลดต้นขา เปลี่ยนต้นขาใหญ่ให้เรียวสวย

ลดต้นขา 12 วิธีลดต้นขา เปลี่ยนต้นขาใหญ่ให้เรียวสวย วิธีลดต้นขา ความสวยความงามของผู้หญิงในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีแค่เพียงหน้าตาอีกต่อไป แม้แต่รูปร่างก็ต้องเป๊ะทุกสัดส่วน ตั้งแต่ทรวดทรงองค์เอวจนไปถึงเรียวขา จะมาเป็นสาวหน้าสวยแต่น่องตันก็คงไม่งามสักเท่าไร ดังนั้นเราจึงควรดูแลเรียวขาให้เรียบเนียนและกระชับได้สัดส่วนที่ดีอยู่เสมอ ด้วยวิธีลดต้นขาดังต่อไปนี้ ลดต้นขา.

ลดต้นขา

ลดต้นขา
1. ลดต้นขา ลดแป้งและไขมัน

ลดต้นขา ควรรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบทั้ง 3 มื้อ แต่เน้นผักและผลไม้สด รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์และนมแค่พอดี โดยหลีกเลี่ยงอาหารประเภทข้าวหรือแป้งขัดสี อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เพื่อป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจากนี้ควรดื่มเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

2. ออกกำลังกายลดต้นขา อย่างสม่ำเสมอ

ออกกำลังกายลดต้นขา ออกกำลังกายวันละ 15 – 30 นาที หรือสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเผาผลาญพลังงานและไขมันส่วนเกินในร่างกาย โดยเน้นท่าออกกำลังกายตรงส่วนขาให้มากๆ อย่างเช่น การปั่นจักรยาน กระโดดเชือก เวทเทรนนิ่ง หรือเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขึ้นบันได้แทนการใช้ลิฟต์ในที่ทำงาน เป็นต้น

3. โยคะลดต้นขา

โยคะลดต้นขา หนึ่งในการออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิง เนื่องจากช่วยลดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ได้พอสมควร และยังมีอีกหลายๆ ท่า ที่สามารถช่วยกระชับต้นขาอย่างได้ผล เมื่อปฏิบัติเป็นประจำและสม่ำเสมอ

4. นวดลดต้นขา เพื่อสลายเซลลูไลต์

นวดลดต้นขา ใช้เจลลดต้นขาหรือครีมลดต้นขาหรือครีมกระชับต้นขา นำมานวดบริเวณต้นขาประมาณ 20 – 30 นาทีต่อวัน เพื่อให้สารสกัดและส่วนประกอบต่างๆ ซึมซาบลงสู่ชั้นใต้ผิวหนัง และเข้าไปสลายไขมันและเซลลูไลต์ที่สะสมตามต้นขา จึงทำให้ต้นขากระชับและเล็กลง

5. เครื่องออกกำลังกายลดต้นขา

เครื่องออกกำลังกายลดต้นขา การออกกำลังที่มีอุปกรณ์ช่วยทำให้การลดต้นขานั้นสนุกและง่ายมากขึ้น ซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือก แต่อุปกรณ์ที่น่าแนะนำมากที่สุดก็คือ “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “เครื่องบริหารช่วงขา” เนื่องจากหาซื้อได้ง่ายและราคาไม่สูงมาก

6. กางเกงลดต้นขา

กางเกงลดต้นขา เป็นกางเกงที่ผลิตจากผ้าไนลอน มีลักษณะคล้ายกางเกงเลกกิ้งผสมกับถุงน่อง เมื่อสวมใส่เข้าไปจะช่วยยกเก็บกระชับต้นขาที่หย่อนคล้อยให้ดูเรียวขึ้น จากนั้นจึงค่อยสวมทับด้วยกางเกงขายาวหรือกระโปรงยาว ซึ่งวิธีนี้จะเห็นผลเฉพาะตอนที่สวมใส่กางเกงลดต้นขาเท่านั้น

7. ดูดไขมันลดต้นขา

ดูดไขมันลดต้นขา วิธีนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายก็จะเกิดการสะสมไขมันขึ้นมาใหม่ รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างเจ็บตัวพอสมควร โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (Ultrasound) เข้าไปทำให้ไขมันแตกตัวหรือสลายกลายเป็นของเหลว จากนั้นจึงใช้เครื่องดูดของเหลวนั้นออกมา

8. ฉีดโบทอกซ์ลดต้นขา

ฉีดโบทอกซ์ลดต้นขา การฉีดโบทอกซ์หรือ Botulinum Toxin เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นขาใหญ่อันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อเท่านั้น เมื่อหลังจากฉีดได้ประมาณ 1 – 2 เดือน ก็จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าต้นขาเล็กลงนั่นเอง และควรฉีดซ้ำทุก 4 – 6 เดือน

9. ทำคาร์บ็อกซี่ลดต้นขา

ทำคาร์บ็อกซี่ลดต้นขา Carboxy Therapy เป็นเทคนิคการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเร่งสลายไขมัน ขณะเดินก๊าซจะรู้สึกเจ็บยุบยิบๆ วิธีนี้จะเห็นผลเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้ที่รับการบริการด้วย และอาจจะต้องทำซ้ำ 3 – 4 ครั้ง

10. ฉีดลดต้นขา

ฉีดลดต้นขา เรียกว่า Lipodissolve เป็นการฉีดกลุ่มตัวยาที่มีสรรพคุณในการสลายไขมันเข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผนังไขมันเกิดการแตกตัวกลายเป็นไขมันเหลว จากนั้นร่างกายก็จะดูดซึมกลับไป ซึ่งวิธีนี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการฉีดแต่ละครั้งจะสลายไขมันได้แค่เพียงบางส่วน

11. เครื่องลดต้นขา Cavitations

เครื่องลดต้นขา Cavitations เป็นเครื่อง Superficial Ultrasound โดยใช้นวดละลายไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีต้นขาใหญ่อันเนื่องมาจากไขมัน แต่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

12. ลดต้นขาด้วยคลื่นวิทยุ

ลดต้นขาด้วยคลื่นวิทยุ เรียกว่า Radio Frequency หรือ RF ซึ่งมีหลักการทำงานโดยการปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุในรูปของกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่สามารถผ่านทะลุผิวชั้นบนไปพร้อมกับการนวด เป็นการเพิ่มอุณหภูมิของชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป จึงช่วยสลายไขมันและเซลลูไลต์ ทำให้ผิวบริเวณนั้นกระชับมากขึ้น ลดต้นขา.

วิตามินบำรุงผิว วิตามินอะไรบ้างที่ช่วยบำรุงผิวให้ขาวได้อย่างรวดเร็ว

วิตามินบำรุงผิว วิตามินอะไรบ้างที่ช่วยบำรุงผิวให้ขาวได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายของคุณได้รับเพียงร้อยละหนึ่งของอาหารที่คุณทานเข้าไป ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าใดก็ตาม ดังนั้นการทานวิตามินบำรุงผิวเสริม เพื่อถมช่องว่างความต้องการวิตามินในร่างกายให้เต็มนั้น จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความสำคัญมากเลยทีเดียว วิตามินบำรุงผิว.

วิตามินบำรุงผิว

วิตามินบำรุงผิว
1.Retinoids หรือกรดวิตามินเอ เป็นวิตามินบำรุงผิวสำหรับต่อต้านริ้วรอย ที่ได้รับการค้นคว้าวิจัย และพิสูจน์แล้วกว่า 700 ชิ้น ว่าสามารถช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำให้จางหายไป พร้อมกับช่วยลดความหยาบกร้านของผิวให้ผิวกลับมาราบลื่นมากขึ้นหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอวิตามินบำรุงผิว
การใช้งาน Retinoids เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีข้อจำกัด โดยแนะนำให้ใช้ในช่วงเวลากลางคืน ที่ปลอดแสงแดด อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผิวของวิตามินบำรุงผิวชนิดนี้ สามารถทำงานให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ สำหรับปริมาณที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้าของคุณอย่างเหมาะสม เพียงปริมาณเท่าเม็ดทั่ว กรดวิตามินเอก็มากเพียงพอแล้วที่จะช่วยครอบคลุมบำรุงใบหน้าโดยรวมของคุณ
2.วิตามินบี 3 เป็นวิตามินบำรุงผิวที่ได้รับพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และลดรอยแดงบนผิวให้น้อยลง โดยการปกป้องผิวชั้นนอกเอาไว้ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้วิตามินบี 3 ยังช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานิลยังเซลล์ผิวจุดต่างๆ ที่ทำให้เกิดรอยด่างดำขึ้นบนผิวอีกด้วย วิตามินบี 3 จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีผิวแห้ง และต้องการได้รับวิตามินบำรุงผิวอย่างเหมาะสมวิตามินบำรุงผิว
3.วิตามินซี ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีอย่างน้อย 5% มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยบำรุงผิวพรรณ จากการศึกษาวิจัยทั่วโลก ทำให้เราพบว่า อนุมูลอิสระเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดริ้วรอยขึ้นบนผิว ในขณะที่วิตามินซีนั้น สามารถช่วยทำให้ผิวมีความเรียบเนียน เต่งตึง และลดเลือนจุดสีน้ำตาลบนผิวให้น้อยลง นอกจากนี้ในการศึกษาผู้หญิง ที่ผิวได้รับการทำลายจากแสงแดด ด้วยครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซีเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าผิวมีการเปลี่ยนสี มีความสมบูรร์มากขึ้น ดังนั้นการใช้ครีมบำนรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซี ทาก่อนครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทึกครั้ง ผิวของคุณก็จะได้รับการปกป้องดูแลได้ดีมากยิ่งขึ้น
4.วิตามินอี เป็นวิตามินบำรุงผิว ที่ช่วยลดความแห้งกร้าน และส่งเสริมการปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวี เพียงส่วนผสมของวิตามินอี อย่างน้อยที่สุด 1% ภายในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว วิตามินอีก็จะสามารถช่วยปราบความแห้งกร้าน ด้วยการทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ นอกจากนี้วิตามินอี ยังช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของอนุมูลอิสระ จนกระทั่งได้รับฉายา “ซุปเปอร์สตาร์” ในการปกป้องดูแลผิวเลยทีเดียว สำหรับการใช้วิตามินอีในการบำรุงผิวพรรณที่เหมาะสมที่สุดนั้น ควรใช้ก่อนและหลังการสัมผัสกับแสงแดดอย่างรุนแรง
การเข้าใจคุณสมบัตที่แตกต่างกันของวิตามินบำรุงผิวแต่ละชนิด พร้อมกับวิธีการใช้ที่ถูกต้องเหมาะสม ล้วนแล้วแต่ทำให้คุณสามารถดึงเอาประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของวิตามินออกมาใช้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้ขาวเนียน สดใส อย่างยาวนานเลยทีเดียว วิตามินบำรุงผิว.

ขาลาย บอกลาปัญหาขาลาย 3 สูตรสครับง่ายๆ

ขาลาย บอกลาปัญหาขาลาย 3 สูตรสครับง่ายๆ ที่ช่วยให้ขาเนียนด้วยเหตุนี้เอง เราจึงนำ 3 สูตรสครับขา แก้ปัญหารอยด่างดำและอาการขาลายมาฝากกันค่ะ สาวๆ คนไหนที่กำลังกลุ้มใจว่าทำอย่างไรขาจึงจะสวยซักที ลองเอา 4 สูตรสครับนี้ไปทำตามกันดูค่ะ ขาลาย.

ขาลาย

ขาลาย
1. สครับขาด้วยดินสอพอง
ผสมดินสอพองกับน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากันจนได้เนื้อครีมข้น จากนั้นนำมาพอกขาหรือแต้มลงบนจุดด่างดำ ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก ทำเป็นประจำวันเว้นวันจะช่วยลดรอยต่างๆ ที่ขาได้ค่ะขาลาย
2. สครับขาด้วยมะขามเปียกผสมขมิ้นขาลาย
นำน้ำมะขามเปียกผสมกับขมิ้นผง จากนั้นนำใยบวบที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วชุบน้ำมะขามเปียก ค่อยๆ ขัดวนลงบนผิวหนังที่มีรอยด่างดำหรือจะขัดทั่วทั้งขาก็ได้ จากนั้นจึงค่อยล้างน้ำออกให้สะอาด สูตรนี้สามารถใช้กับบริเวณหัวเข่า ตาตุ่มหรือบริเวณที่มีผิวหนังด้านได้เช่นกันค่ะ
3. สครับขาด้วยมะกรูด
นำมะกรูดมาผ่าครึ่ง จากนั้นนำไปขัดวนเบาๆ ให้ทั่วทั้งขาโดยเฉพาะบริเวณที่มีจุดด่างดำ จากนั้นล้างออกให้สะอาด ควรทำเป็นประจำวันเว้นวันหรืออาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง รอยด่างดำจะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ขาลาย.

แขนลาย เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง

แขนลาย เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง ปัญหาแขนลายเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้นจากต่อมน้ำเหลืองที่ทำงานไม่เป็นปกติ รอยแผลเป็นจากกิจกรรมต่างๆ อาการภูมิแพ้ ขนคุด สีผิวไม่เรียบสม่ำเสมอ ไวรัสผิวหนัง การเพิ่มหรือลดน้ำหนักตัวมากจนเกินไป แต่สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาแขนลายกับคุณสาวๆ ในบ้านเรามากที่สุด และควรให้ความใส่ใจมากที่สุดนั้นคือ ปัญหาแขนลายจาก “ผิวที่แห้งมาก” เนื่องจากขาดความชุ่มชื้น จนกระทั่งทำให้เกิดริ้วรอยเส้นแตกลายขึ้นบนผิวเป็นจำนวนมาก แขนลาย.

แขนลาย

แขนลาย การป้องกันอาการแขนลายที่เกิดจากผิวขาดความชุ่มชื้น

ผิวที่ขาดความชุ่มชื้น นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาแขนลายขึ้นแล้ว ในกลุ่มของผู้สูงอายุยังนับว่าเป็นปัญหาที่มีความร้ายแรงมากที่เดียว เพราะผิวที่แห้งมากๆที่ขา บริเวณใต้ศอก และแขนที่ต่ำ จะแห้งหยาบเป็นสะเก็ด ทำให้เคลื่อนไหวค่อนข้างยาก ถ้าหารู้สึกคันและเกา ก็อาจจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อขึ้นได้ สำหรับวิธีป้องกันปัญหาแขนลายที่เกิดขึ้นจากการผิวขาดความชุ่มชื้น มีดังต่อไปนี้

1.พยายามอย่าออกไปข้างนอกในช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่รังสีของดวงอาทิตย์แรงมากที่สุด และอย่าหลงกลเมฆที่ครึ้มทั่วท้องฟ้า เพราะรังสีจากดวงอาทิตย์สามารถทะลุผ่านเมฆเหล่านั้นได้

2.เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF จำนวน 15 ขึ้นไป และควรทาทุกครั้งที่คุณสาวๆอยู่ในสระว่ายน้ำ หรือทะเล ซึ่งควรจะสังเกตฉลากข้างขวดด้วยว่าเป็นครีมกันแดดแบบกันน้ำหรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช่แล้วล่ะก็ น้ำจากการทำกิจกรรมเหล่านี้จะชะล้างสารปกป้องผิวจากรังสีของดวงอาทิตย์ออกไปจนหมดแขนลาย

3.ทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และควรทาก่อนการออกแดดประมาณ 15-30 นาที ซึ่งปริมาณการทาครีมกันแดดจะมาก และบ่อยครั้งขึ้นอยู่กับกิจกรรมของคุณ เช่น การว่ายน้ำ ปริมาณเหงื่อที่ออก การขัดถูผิวของตัวคุณด้วยผ้าขนหนู เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดน้อยลง
4.สวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยปกป้องแสงแดด หมวกปีกขนาดใหญ่จะช่วยปกป้องลำคอ หู ตา และหัว ในขณะที่แว่นตากันแดด ควรเลือกแบบที่สามารถป้องกันรังสีจากแสงแดดได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ควรสวมใส่เสื้อแบนยาว กางเกง หรือกระโปรงยาวด้วย

5.หลีกเลี่ยงการใช้สารฟอกหนัง พยายามอย่าใช้ Sunlamps เครื่องหนังหรือเตียงฟอกหนัง ซึ่งสารเคมีในสารฟอกอาจจะส่งผลทำให้แขนลายขึ้น เนื่องจากเป็นสารที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากองค์การอาหารและยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา แขนลาย.

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ สำหรับสาวๆ ทั่วไป สิวมีหลายชนิดแต่สิวที่เราจะพบเจอบ่อยๆ

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ สำหรับสาวๆ ทั่วไป สิวมีหลายชนิดแต่สิวที่เราจะพบเจอบ่อยๆ และมันพร้อมที่จะผุดขึ้นมาทักทายบนใบหน้าของเราได้ทุกเมื่อนั่นก็คือ สิวผด เป็นตุ่มเล็กๆ มองไม่เห็นในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายจะพบว่า มีตุ่มผดโผล่ขึ้นมา และ สิวอุดตัน ซึ่งเกิดจาก การอุดตันของต่อมไขมันนั่นเอง วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ.

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ เมื่อสิวตุ่มเล็กๆสร้างความรำคาญใจให้แก่สาวๆ วันนี้ดิฉันมี 4 วิธีการรักษาสิวแบบธรรมชาติใกล้ตัว และใกล้ครัว มารับมือกับเจ้า สิวผด สิวอุดตัน เหล่านี้ค่ะ

วิธีรักษา สิวผด สิวอุดตัน แบบธรรมชาติ

ไข่ขาวรักษาสิววิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

ไข่ขาว

ไข่ เป็นวัตถุดิบที่มีประจำตู้เย็นแทบจะทุกบ้าน เพราะเมนูไข่ถือว่าเป็น เมนูประจำชาติ ได้เลยทีเดียว อีกหนึ่งคุณประโยชน์ของไข่ที่สาวๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบนั่นคือ

ไข่ขาว สามารถพิชิต สิวผด สิวอุดตัน ได้เป็นอย่างดี และวิธีก็ง่ายแสนง่าย แค่ล้างหน้าให้สะอาดแล้วพอกด้วยไข่ขาว ทิ้งไว้ 10 -20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 1 สัปดาห์ แล้วบอกลากับบรรดาสิวๆได้เลยค่ะ

หมายเหตุ: ช่วงแรกในการบอกหน้าสาวบางคน อาจพบปัญหาสิวเห่อ เพราะเป็นช่วงที่มีการขับสารพิษออกมา ให้อดทนทำต่ออีก 2-3 วันนะคะ

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งแท้จากธรรมชาติ สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ คล้ายกับยาปฏิชีวนะอ่อนๆ ดังนั้น การนำน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ มาพอกหน้า 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่น

จะทำให้ผิวสะอาด ลดการเกิด สิวผด สิวอุดตัน ได้ เนื่องจาก น้ำผึ้ง จะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุการเกิดสิว

น้ำมะนาววิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ

น้ำมะนาว อุดมไปด้วย กรดผลไม้ หรือ AHA (Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งจะเร่งให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป

วิธีการใช้ ก็แค่บีบน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย เพื่อเจือจาง ไม่ให้น้ำมะนาวเข้มข้นมากเกินไป

แล้วทาไปบริเวณที่เกิดสิวทิ้งไว้ 10-20 นาทีแล้วล้างออก หรือบางสูตรอาจนำ น้ำมะนาวผสมผงยาสีฟันสมัยโบราณ แล้วพอกหน้า 10-15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดก็ได้

รับรองเจ้า สิวผด สิวอุดตัน หายเกลี้ยงเลยค่ะ

มะนาวรักษาสิว

มะเขือเทศ

มะเขือเทศ มีสารสำคัญที่ดีต่อผิวพรรณมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไลโคปีน แคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน กรดอะมิโน วิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ

สามารถรักษา สิวผด สิวอุดตัน ได้ แค่ทำการหั่นมะเขือเทศเป็นแว่นๆ หรือบดให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์

พบวิธีรักษา สิวผด สิวอุดตัน ง่ายๆ และปลอดภัยจากธรรมชาติ แล้วอย่าลืมไปลองทำดูนะคะสาวๆ แต่อย่างไรก็ตาม

ป้องกันดีกว่าแก้ไข แค่ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลผิวหน้าให้สะอาด แค่นี้ก็ลดการเกิดสิวผด สิวอุดตัน ได้แล้วค่ะ วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ.

กระชับรูขุมขน สำหรับวิธีกระชับรูขุมขนกว้างบนใบหน้าง่ายๆ

กระชับรูขุมขน สำหรับวิธีกระชับรูขุมขนกว้างบนใบหน้าง่ายๆ นั้น สาวๆสามารถแก้ปัญหารูขุมขนกว้างด้วยสูตรกระชับรูขุมขนจากวิธีธรรมชาติดังต่อไปนี้ค่ะ กระชับรูขุมขน.

กระชับรูขุมขน

กระชับรูขุมขน

1. มะเขือเทศ หากพอกหน้าด้วยมะเขือเทศปั่นวันละ 15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน สมานผิวหน้าให้เต่งตึง รักษาสิว และช่วยกระชับรูขุมขนอย่างเห็นผลได้ชัดอีกด้วยค่ะ

2. ประคบน้ำแข็ง เพียงแค่นำเอาก้อนน้ำแข็งสะอาดมาประคบบนใบหน้า หรือถ้าเย็นมากจนทนไม่ไหวก็ให้ใช้ผ้าบางๆ ห่อน้ำแข็งเอาไว้ ก่อนจะนำมาถูก็ได้ จากนั้นถูวนเบาๆและเน้นบริเวณผิวที่มีรูขุมขนกว้าง ทำเป็นประจำทุกเช้าหรือก่อนนอนครั้งละประมาณ 15-30 วินาที ก็จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับและเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะกระชับรูขุมขน

3. มะนาว เพียงแค่นำน้ำมะนาวประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมลงไปกับดินสอพองหรือน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ช่วยลดปัญหารูขุมขนอย่างเห็นผลได้ชัด นอกจากนี้แล้วมะนาวยังช่วยให้ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกไป พร้อมๆกับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ช่วยให้รอยด่างดำหรือรอยแผลเป็นจางลงอีกด้วยค่ะกระชับรูขุมขน

4. น้ำผึ้ง อีกหนึ่งตัวช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส และยังช่วยกระชับรูขุมขนให้แลดูเล็กลงอีกด้วย เพียงแค่นำน้ำผึ้งไปผสมกับโยเกิร์ต แล้วนำมาพอกหน้าไว้ประมาณ 15 นาที หรือนำมานวดแบบเพียวๆก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ใบบัวบก อีกหนึ่งสมุนไพรที่ช่วยกระชับรูขุมขนที่ได้ผลดีไม่น้อยไปกว่าวิธีอื่นๆ เนื่องจากใบบัวบกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายนั่นเอง สำหรับวิธีใช้ใบบัวบกลดรูขุมขนนั้น เพียงแค่นำใบบัวบกเอามาปั่นผสมกับน้ำเย็น แล้วพอกทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 -30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้รูขุมขนก็จะค่อยๆเล็กลงๆจนหายไปในที่สุดค่ะ กระชับรูขุมขน.

ลดหน้าท้อง พุงป่องๆ เป็นปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องคอยระวัง

ลดหน้าท้อง พุงป่องๆ เป็นปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องคอยระวัง อยู่ตลอดเวลา เพราะหน้าท้องเป็นสะสมไขมันอยู่แล้ว เผลอนิดเดียวพุงก็พร้อมจะยื่นได้ทุกเมื่อ คงต้องบริหารด้วยท่าเด็ดเหล่านี้ ลดหน้าท้อง.

ลดหน้าท้อง

ลดหน้าท้อง ท่าที่ 1 ลดหน้าท้องระหว่างพักผ่อน
ระหว่างนอนดูทีวี ให้นอนราบ วางขาทั้งสองข้างไว้บนเก้าอี้ เกร็งหน้าท้องพร้อมยกศีรษะ ไหล่ และหลังขึ้นมาจากพื้น นับ 1-5 แล้วค่อยๆ ปล่อยตัวนอนราบตามเดิม ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 2 ท่ายกสะโพกสูง
นอนราบกับพื้น แขนวางแนบข้างลำตัว ชันขาขึ้นให้หัวเข่าทั้งสองตั้งฉากข้างกับพื้น จากนั้นเกร็งหน้าท้องแล้วค่อยๆ ยกสะโพกให้สูงขึ้นจากพื้นประมาณ 2-3 นิ้ว ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำสัก 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 3 ลดหน้าท้องแบบทแยงมุม
เริ่มต้นด้วยกานนอนหงายเช่นเคย ใช้แขนรองไว้ใต้ต้นคอเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อคอ ชันขาทั้งสองข้างขึ้น วางข้อเท้าขวาไว้บนเข่าซ้าย ค่อยๆ เกร็งหน้าท้องพร้อมกับยกลำตัวขึ้น บิดลำตัวให้ข้อศอกขวาหันไปหาหัวเข่าซ้าย ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง จากนั้นให้เปลี่ยนข้าง

ท่าที่ 4 ท่าสลับซ้ายขาลดหน้าท้อง
นอนหงายชันเข่า สูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยกลำตัวท่อนบนขึ้นจากพื้น โดยวางมือลงบนขมับหรือบนต้นขา กับคอ โน้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด เกร็งหน้าท้องไว้แล้วบิดตัวไปทางซ้าย 1 ครั้ง ขวา 1 ครับสลับกัน จากนั้นค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนราบตามเดิม ควรทำ 10-15 ครั้ง เป็น 1 เซต

ท่าที่ 5 ท่านอนคว่ำลดหน้าท้อง
นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น วางข้อศอกให้ตั้งฉากกับลำตัว จากนั้นค่อยๆ เกร็งหน้าท้องพร้อมกับยกลำตัวขึ้น โดยใช้ปลายเท้ายันพื้นไว้คล้ายกับท่าวิดพื้น แต่ต่างกันตรงที่ให้คุณใช้ข้อศอกค้ำลำตัวไว้แทน เกร็งหน้าท้องค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วลดลำตัวลง ทำซ้ำ 10-12 ครั้ง

ท่าที่ 6 ท่าชูขาสูง
นอนหงายสบายๆ วางแขนข้างตัว ค่อยๆ ยกขาทั้ง 2 ข้างชูขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับเกร็งหน้าท้องไว้ ค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นก็ทำใหม่แต่เพิ่มเวลาให้นานขึ้นเป็น 10 วินาที ทำไปเรื่อยๆ โดยเพิ่มเวลาขึ้นครั้งละ 5 วินาที

ท่าที่ 7 ท่าไขว้ข้อเท้า
นอนราบกับพื้นเช่นเดิม วางแขนสบายๆ ข้างลำตัว ค่อยๆ งอข้อศอกให้แขนรับน้ำหนักตัวแล้วยกแผ่นหลังขึ้นให้สูงที่สุด จนรู้สึกเกร็งที่หลังและหน้าท้อง จากนั้นไขว้เท้าซ้ายกับเท้าขวาค้างไว้ 10-15 วินาที แล้วนอนราบตามเติม จากนั้นทำซ้ำใหม่โดยเปลี่ยนข้อเท้าที่ทับเป็นเท้าขวาแทน ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของท่านี้คือจะลดอาการปวดเมื่อยตามหลัง และลำตัวได้ดี ลดหน้าท้อง.

สิวอักเสบ วิธีการป้องกันวิธีรักษา

สิวอักเสบ วิธีการป้องกันวิธีรักษา และการป้องกันในการไม่ให้เกิดสิวอักเสบง่ายๆคือ หลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดสิว พูดแบบนี้ดูกว้างใช่ไหมคะ งั้นจะยกตัวอย่างเป็นข้อง่ายๆให้เพื่อนๆฟังกันนะค่ะ สิวอักเสบ.

สิวอักเสบ

สิวอักเสบ

1. อย่าบีบ แกะ จับ หรือเกาใบหน้า – ซึ่งข้อนี้สำคัญที่สุดเลย เนื่องจากมือเราเป็นแหล่งเชื้อโรค และแบคทีเรีย ถ้าเอามือไปยุ่งกับใบหน้าเยอะก็เท่ากับเพิ่มโอกาสการติดเชื้อให้กับสิวอุดตัน กลายไปเป็นสิวอักเสบนั่นเอง

2. หลีกเลี่ยงมลพิษ – หมายความรวมถึงฝุ่นละอองจำนวนมาก ควันจากการเผาขยะ เพราะเหล่านี้แหละแหล่งของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขนเกิดเป็นสิวอุดตัน รอการพัฒนาต่อไปสิวอักเสบ

3. ระวังเรื่องเครื่องสำอางค์ – เพื่อนๆอย่าแช่เครื่องสำอางค์ไว้บนหน้านาน เสร็จธุระแล้วต้องล้างออก และพยายามอย่าเลือกใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเยอะสิวอักเสบ

*** 4. ทำความสะอาดหน้า – หากแต่งหน้าควรใช้เมคอัฟรีมูฟเวอร์เช็ดเครื่องสำอางออกก่อนเสมอ เพราะเครื่องสำอางบางอย่างไม่สามารถล้างออกได้ด้วยสบู่หรือโฟม เช็ดเครื่องสำอางแล้วค่อยล้างตามด้วยโฟมหรือสบู่ ถ้าผิวแห้ง-ผสมแนะนำให้ใช้โฟม ถ้าผิวมันสามารถใช้สบู่ได้ หลังจากล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมแล้วขั้นตอนนี้จะทำให้รูขุมขนของเราเปิด ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายควรปิดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์เพื่อลดและป้องกันไม่ให้มีสิ่งอุดตันเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวอุดตันได้อีก สิวอักเสบ.

วิตามินซี Vitamin C ผิวขาว มีสรรพคุณลดอาการอักเสบ

วิตามินซี Vitamin C ผิวขาว มีสรรพคุณลดอาการอักเสบ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนัง และยังช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีผิว จึงช่วยในการลดริ้วรอย จุดด่างดำจากรอยแผลเป็น และรอยสิวต่างๆได้ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสีผิวที่คล้ำจากแสงแดดให้ดูกระจ่างใสมากขึ้น ช่วยสมานแผลสดและแผลไฟไหม้ให้หายเร็วขึ้น วิตามินซี.

วิตามินซี

วิตามินซี เนื่องจากวิตามินซีช่วยให้ร่ายกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง แผลจึงหายได้เร็วขึ้น ในผู้ที่ขาดวิตามินซีบาดแผลที่ผิวหนังจะหายช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ดี ควรใช้วิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะต้องเข้าใจว่าวิตามินซีเป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำได้ ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมได้ตลอดเวลา ดังนั้นจำเป็นต้องเติมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ
ปัจจุบันการได้รับวิตามินซีจากผักและผลไม้ ถือว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากกว่าที่ผักผลไม้จะมาถึงมือเรา ต้องผ่านการชำระล้าง รวมถึงกรรมวิธีการประกอบอาหาร และได้รับประทานในที่สุด คุณค่าของวิตามินซีจึงสูญเสียไปค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากสามารถเลือกรับประทานทานผักและผลไม้สดได้ในแต่ละวันก็เป็นการดีและเพียงพอวิตามินซี
อาหารจำพวกผักที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ บล็อคโคลี่ คะน้า พริกซี้ฟ้าเขียว ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว สำหรับผลไม้ ได้แก่ ฝรั่ง มะขามป้อม มะปรางสุก มะละกอสุก ขนุน ส้ม มะม่วงวิตามินซี
ในเรื่องของ Vitamin C ผิวขาว มีผลการทำวิจัยมาแล้วว่าเวลาเอามาทาที่ผิว จะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เพราะวิตามินซีไม่ใช่สารหลักที่ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใสมากขึ้น แต่มักจะนำมาเป็นสารองค์ประกอบในเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวมากกว่า ดังนั้นในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวต่างๆ นอกจากวิตามินซีแล้ว จึงควรมีส่วนผสมอื่นๆรวมอยู่ด้วย อย่างเช่น วิตามินอี เพราะเป็นสารที่ละลายในไขมัน พอทาไปบนผิวแล้ว วิตามินอีสามารถซึมเข้าไปออกฤทธิ์ได้ดีกว่า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมความงามออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งแบบรับประทานและทาบำรุง หรือที่เป็นสารสกัดเพื่อใช้ฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรงก็มี ทางที่ดีควรใช้อย่างระมัดระวังและศึกษาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพราะเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในกรณีที่ได้รับวิตามินซีมากเกินไป หรือรับประทานในปริมาณที่สูงมากกว่า 10,000 มิลลิกรัมขึ้นไป จะก่อให้เกิดผลเสีย เช่น อาการท้องร่วง ปัสสาวะบ่อย มีผื่นผิวหนัง และอาจทำให้เกิดนิ่วได้ ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวควรรับประทานในปริมาณที่น้อยลงทันที ที่สำคัญคนไข้โรคมะเร็งที่กำลังฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ไม่ควรรับประทานวิตามินซี เพราะจะทำให้ผลตรวจแปรปรวน วิตามินซี.