หลุมสิว การรักษารอยสิวและหลุมสิว

หลุมสิว การรักษารอยสิวและหลุมสิว รอยสิวและหลุมสิวก็เหมือนแผลชนิดอื่นที่บางครั้งก็หายสนิทไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ แต่บางครั้งก็เห็นไปรอยเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาทั้งสิ้น โดยหลักๆ มีการรักษาอยู่ 6 วิธี ได้แก่ หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว

1.ทาครีมลบรอยแผลเป็น ซึ่งทั่วไปมักมีส่วนผสมของวิตามิน E , กรดผลไม้ (AHA) , BHA ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้ และสาร AHA , BHA เป็นการทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออกมา และเกิดการซ่อมแซมและดันหลุมสิวให้ดีขึ้น วิธีใช้คือทาในบริเวณของรอยสิวหลุมสิว

2.การใช้ยาทาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามิน A ซึ่งข้อควรระวังคือยากลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดอาการสิวเห่อขึ้นได้ใยช่วงแรก

3.การใช้ยาแบบกินที่มีสารสกัดจากอนุพันธ์วิตามิน A เช่น Acnotim , Lsortretinoin เป็นต้น

4.การแต้มกรด TCA ในบริเวณที่มีรอยสิว ซึ่งเป็นการทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนที่มีรอยแดงหรือรอยดำหลุดออกมาหลุมสิว

5.หยุดดื่มแอลกอฮอล์และหยุดสูบบุหรี่ เพราะทั้ง 2 สิ่งนี้จะยับยั้งการสร้างคอลลาเจนซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมรอยแผลของเรานั่นเอง

6.การป้องกันการเกิดหลุมสิวใหม่ เป็นวิธีการรักษาและป้องกันที่ดีสุด อีกทั้งเมื่อเกิดสิวอักเสบขึ้นเราต้องรักษาให้หายจากอาการอักเสบให้เร็วที่สุด เพราะสิวที่อักเสบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายผิวลึกเท่านั้นซึ่งรวมไปถึงโอกาสของการเกิดสิวด้วย ปกติแล้วก็จะมีการใช้ยาเช่น Benzac หรือการทานยาปฏิชีวนะ และวิธีการป้องกันอื่นๆ เช่น
– หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งสกปรกต่างๆ ทั้งมือเราและมลภาวะอื่นๆ
– อย่าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวในที่สุด ซึ่งรวมไปถึงการกำจัดความมันของใบหน้าอย่างถูกวิธีด้วย
– สระผมทุกวัน เพราะผมมีโอกาสสัมผัสกับใบหน้าได้สูง โดยเฉพาะคนผมยาว
– ไม่ควรนอนดึกมาก เพราะฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงและมีผลต่อการเกิดสิวได้
– อย่าล้างหน้าบ่อยเพราะจะทำให้หน้าแห้งและเกิดอาการแพ้ได้ง่าย แนะนำให้ล้างเพียงวันละ 2 ครั้งด้วยน้ำสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเท่านั้น
– การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของสิว หากมีสิวบ่อยเพื่อเป็นการลดความรุนแรงของสิวลง เช่น clindamycin gel เป็นต้น หลุมสิว.

หลุมสิว นับว่าเป็นปัญหากวนใจของคนที่ปล่อยให้สิวอักเสบ

หลุมสิว นับว่าเป็นปัญหากวนใจของคนที่ปล่อยให้สิวอักเสบ มันลุกลามจนกินพื้นที่ลึกลงไปถึงเนื้อใน ถึงขั้นทำให้เนื้อหายจนกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ ส่วนบางคนก็พลาดหนักยิ่งกว่านั้น คือพยายามบีบสิวอย่างผิดวิธีจนทำให้สิวอุดตันธรรมดา ๆ กลายเป็นสิวอักเสบ พร้อมกับไปกระตุ้นสิวนั้นให้รุนแรงหนักกว่าเดิม ถ้าจะบอกว่าหลุมสิวมันเกิดจากตัวคุณเองก็คงจะไม่ผิดนัก หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว เพราะความจริงแล้วทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การพยายามป้องกันไม่ให้ตัวเองมีสิวอักเสบ หรือถ้าเป็นแล้วก็ต้องรีบหาทางปฏิบัติเพื่อทำให้สิวอักเสบยุบเร็วขึ้นโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ถ้าเราเจอกันช้าไป จนคุณพลาดไปมีหลุมสิวอยู่บนใบหน้าแล้ว ก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ แก้ไขกันต่อไป แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำให้ผิวมันเติมเต็มหลุมได้เหมือนเดิม 100% แต่เราก็สามารถทำให้เซลล์เนื้อเยื่อใหม่ฟื้นฟูและเติมเต็มหลุมได้ถึง 70-80%

ระดับความรุนแรงของหลุมสิว
ระดับ Ice pick scar (ระดับรุนแรงที่สุด) หลุมสิวระดับนี้จะเป็นหลุมลุกมีปากแคบ รักษาได้ยากมาก เพราะแนวหลุมเป็นไปในทางลึก กว่าผิวจะฟื้นฟูจนเต็มคงต้องใช้เวลานานในการรักษา ซึ่งหลุมระดับนี้ใช้ยาทาก็มักจะเอาไม่อยู่ แต่ทำได้แค่ช่วยให้รอยมันตื้นขึ้นมาเท่านั้น
หลุมสิวระดับรุนแรง

ระดับ Box scar (ระดับรุนแรงปานกลาง) หลุมสิวระดับนี้จะมีลักษณะเป็นบ่อ มีขอบชัดเจนและมีขอบเขตกว้างกว่าระดับ Ice pick scar แต่จะมีความตื้นมากกว่า เพราะมันจะกินความลึกแค่ชั้นผิวเท่านั้น ไม่ได้กินไปจนถึงชั้นรูขุมขน หลุมสิวระดับนี้เราสามารถใช้ยาทาควบคุมไปกับการทำทรีทเม้นท์ได้ ซึ่งรอยหลุมอาจจะเหลือร่องรอยจุดด่างดำอยู่บ้าง แต่ถ้าคุณตั้งใจดูแลและรักษาให้ดี ก็ค่อนข้างจะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจหลังการรักษา
หลุมสิวระดับรุนแรงปานกลาง

ระดับ Rolling scar (ระดับทั่วไป) หลุมสิวระดับนี้จะมีลักษณะเป็นหลุมสิวแบบตื้น ๆ เป็นแอ่งเว้าลงไป กินพื้นที่แค่ส่วนบนของผิวเพียงเล็กน้อย ซึ่งหลุมระดับนี้มักจะเกิดจากการแกะเกาสิวที่อยู่ในระดับที่ไม่ลึกมากนักและทำการรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น ๆ คุณสามารถใช้ยาทาในการเติมเต็มเนื้อผิวได้
หลุมสิวระดับทั่วไป

ขาดความกว้าง ความลึก และลักษะของหลุมสิวแต่ระดับ

ระดับหลุมสิว

วิธีรักษาหลุมสิว
การรักษาหลุมสิวบนใบหน้า จะถูกแบ่งออกเป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คือ การรักษาด้วยการทายา (เป็นการรักษารอยหลุมตื้น ๆ ซึ่งมักจะเป็นรอยหลุมระดับทั่วไป (Rolling scar) ยาที่นำมาใช้ทำให้ผิวตื้นขึ้นก็จะมีหลายชนิดด้วยกัน), การรักษาด้วยการรับประทานยา (เป็นยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ หรือ RETINOIDS) และ การรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ (เป็นการรักษาที่เหมาะกับผู้ที่มีหลุมสิวขนาดใหญ่มหึมาจนยาทาและยากินก็ช่วยไม่ไหว หรือเรียกได้ว่าเป็นหลุมลึกแบบ Ice pick scar และ Box scar ซึ่งเป็นการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการทายาและครีมบำรุงร่วมด้วย) ซึ่งการรักษาแต่ละแบบอาจถูกนำมาใช้ในกรณีที่มีหลุมลึก หรืออาจใช้ร่วมกันบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกสถานเสริมความงาม คุณต้องมั่นในว่าสถานที่ที่คุณเลือกนั้นใช้วิธีการที่ อย. รับรอง และมีการให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ถ้าไม่แน่ใจก็ลองค้นหาข้อมูลในเน็ตหรือใน pantip ดูก็ได้ เผื่อได้ข้อมูลอะไรดี ๆ ประกอบการตัดสินใจของคุณ มาดูกันเลยว่าวิธีไหนบ้าง

แต้มกรด TCA การใช้กรด TCA เพื่อช่วยเร่งผิวใหม่ให้เกิดการแบ่งตัวเร็วขึ้น มันจึงช่วยทำให้รอยหลุมค่อย ๆ ตื้นขึ้น หากเราทำอาทิตย์ละครั้งจะมีระยะเวลาเห็นผลประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งการทานั้นจะเป็นการแต้มเฉพาะรอยหลุมที่เป็นเท่านั้น เพราะกรด TCA จะทำให้ผิวเป็นสะเก็ดดำ ๆ ถ้าใจไม่แข็งจริง คุณอาจถอดใจได้ง่าย ๆ เลย
การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ไม่ว่าจะเป็น AHA, BHA, PHA เพื่อเป็นการช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออกและเกิดการซ่อมแซมและทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น
กรดวิตามินเอ สำหรับคนที่กลัวการเป็นสะเก็ดและไม่รีบร้อนในการรักษา คุณสามารถใช้ยาทาอีกตัวที่ช่วยให้หลุมดูตื้นขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “กรดวิตามินเอ” โดยนำมาทาบนรอยหลุมเพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และยังสามารถทาได้บ่อยกว่ากรด TCA อีกด้วย เพราะสามารถทาได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
ทายาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Retin A เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว
ทาครีมลบลอยแผลเป็น การทาครีมลบรอยแผลเป็นและริ้วรอยที่มีส่วนผสมของวิตามินอี, AHA, BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้เช่นกัน
สกินแคร์ต่าง ๆ นอกจากตัวยาที่กล่าวมา สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินอี และ BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวได้เช่นกัน เพราะมันจะสามารถช่วยทำให้ผิวเนื้อค่อย ๆ ตื้นขึ้นขนเป็นที่น่าพอใจ
ผู้สนับสนุน
การรับประทานยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (RETINOIDS) ในกรณีนีมักถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อคุณมีปัญหาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาสิว เพราะทาที่ถูกนำมาใช้มักจะเป็นยาในกลุมของกรดวิตามินเอ อย่าง Roaccutance, Acnotin, Isotretinoin ซึ่งยาในกลุ่มนี้สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างผิวใหม่เพื่อช่วยเติมเต็มรอยหลุม และยังช่วยควบคุมความมันได้อีกด้วย แต่เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นยาทานที่มีผลต่อไขมันทั่วร่างกาย ระหว่างใช้อาจทำให้ตาแห้ง ผิวแห้ง ปากแห้งได้ ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้ภายในการดูแลของแพทย์ อย่าไปซื้อมากินเอง เพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณได้ นอกจากนี้การรับประทานวิตามินซีก็อาจจะช่วยได้บ้างในกรณีหลุมสิวยิวยังไม่เป็นพังผืด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีนี้ก็ไม่สามารถคาดหวังผลในการรักษาได้ครับ เพียงแต่เป็นตัวช่วยเสริมเท่านั้น
Skin Needing คือ การรักษาแบบที่ใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากจิ้มลงไปในผิวเพื่อผ่านตัวยาเข้าไปในผิว จึงทำให้ผิวสร้างตัวและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น หลุมจึงเต็มไวขึ้น ซึ่งการรักษาแบบนี้ในอดีตนั้นจะใช้วิธี Dermaroller ซึ่งไม่ได้รับการรับรองจาก อย. เนื่องจากการดูแลความสะอาดของอุปกรณ์เป็นไปได้ยาก หลัง ๆ มาจึงมีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือประเภทอัตโนมัติที่มีการทำงานคล้ายคลึงกันแทน อย่าง Dermpoint และ Tri-m (รูปนี้เป็นรูปก่อนและหลังทำ Dermaroller ครับ)
ทำ dermaroller
การทำ Subcision (เลาะพังผืดใต้หลุมสิว) วิธีนี้แพทย์จะใช้เข็มลักษณะพิเศษที่มีคุณสมบัติในการตัดผิวหนังที่เรียกว่า เข็ม Nokor โดยแพทย์จะทำการสอดเข็มลงไปใต้ผิวหนังเพื่อทำการตัดพังผืดใต้ผิวหนัง แล้วทำการเซาะทีละหลุม ๆ ค่อย ๆ ทำไปจนทั่วใบหน้า หลังการทำจะมีแผลแต่ละรอยเข็มที่ทำ ผิวหนังที่โดนเซาะจะมีเลือดออกและอาจม่วงช้ำอยู่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นหลุมสิวก็จะตื้นขึ้น แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการติดเชื้อใต้ผิวหนัง เกิดเป็นแผลใหม่ และกลายเป็นแผลเป็นนูนจากการรักษา จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักเพราะผลที่ได้อาจไม่คุ้มกับความเจ็บตัว
Subcision
ฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิว เป็นอีกวิธีที่เหมาะกับการรักษาหลุมสิวระดับทั่วไปในระดับตื้นถึงลึกปานกลาง ฟิลเลอร์ (Filler) นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกแทน “สารเติมเต็ม” โดยสารที่นิยมนำมาใช้กันมากก็คือ ไฮยาลูรอนิค เอซิด (Hyaluronic Acid) เนื่องจากจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยกว่าคอลลาเจน ส่วนใหญ่แล้วการรักษาด้วยวิธีจะค่อนข้างได้ผลประมาณ 30-70% เลยทีเดียว เพราะมันเป็นการฉีดสารเข้าไปเพื่อเติมเต็มรอยหลุมในทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายสร้างเนื้อขึ้นมาเอง แต่การฉีด 1 ครั้งจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี เพราะมันเป็นสารที่สามารถเสื่อมสลายไปได้เอง (แบบชั่วคราวจะมีความปลอดภัยกว่าแบบถาวร) หลุมสิว.

หลุมสิว วิธีรักษาหลุมสิวให้หายเองธรรมชาติหรือเลเซอร์ดีกว่า

หลุมสิว วิธีรักษาหลุมสิวให้หายเองธรรมชาติหรือเลเซอร์ดีกว่า หลุมสิว เป็นการอักเสบของสิวอย่างรุนแรงถึงชั้นหนังแท้ มักมีหนองร่วมด้วย จึงทำให้คอลลาเจนถูกทำลาย และมักมีแผลเป็นหลังสิวหาย หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว จึงเกิดแผลเป็นใต้หนังผิว หรือ เรียกว่า พังผืด ที่ดึงรั้งผิวหนังจนทำให้เป็นหลุม

โดยทั่วไปแล้ว หลุมสิว ที่เกิดจากการอักเสบของชั้นผิวบริเวณนั้น เมื่อสิวหายแล้ว จึงเกิดการยุบตัวลงไปจนเป็นหลุมสิว

ที่มักจะเกิดหลุมและทิ้งร่องรอยไว้ คือ สิวอักเสบ เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางทีก็อาจจะมาจากพฤติกรรมการบีบ เค้น แคะของเราด้วยในส่วนหนึ่ง

การรักษาหลุมสิว และกระตุ้นหลุมสิว

ถ้าพูดถึง การรักษาหลุมสิว ในปัจจุบันมันก็มีหลายๆ วิธีอย่างที่เรารู้ๆ กัน ตั้งแต่ การรักษาหลุมสิวด้วยวิธีธรรมชาติต่างๆ

หรือ การแต้มกรด, การกรอผิวให้บางขึ้น, การใช้เข็มแทงลงไป เพื่อเซาะพังผืดออก ทำให้รอยหลุมสิวลึกดีดตัวขึ้นมา

วิธีการนี้ เหมาะสำหรับ คนที่มีรอยหลุมสิวน้อย, การรักษาหลุมสิวโดยใช้เลเซอร์ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง,

การฉีด Stem Cell เพื่อช่วยเติมร่องลึกของริ้วรอย และรอยหลุมสิวให้ผิวเต็ม

วีธีดังกล่าว เป็นการซ่อมแซมผิวที่อ่อนแอสึกหรอ ให้แข็งแรงกลับมามีผิวใหม่ ที่อ่อนเยาว์อย่างเป็น ธรรมชาติ เป็นต้น

การรักษาหลุมสิว

ทางรักษาหลุมสิวที่ดีที่สุด คือ การรักษาแบบทำควบคู่กันไป ทั้งการกินยา ทายา และเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ ไม่พยายามบีบ เค้น แคะ สิวที่กำลังอักเสบอยู่

หากเป็นไปได้ ควรใช้ยาหรือไปพบคุณหมอเพื่อปรึกษา และทำการรักษาตามขั้นตอน ทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้ง ก่อนนอน

หากเป็นสิวบ่อย ๆ ควรทายาฆ่าเชื้อสิวทิ้งไว้ก่อนล้างหน้า 10 นาที แล้วจึงล้างออกเพื่อลดการเกิดสิว ดื่มน้ำและรับประทานอาหาร ที่บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ

ยังไงก็ตามสาวๆ หนุ่มๆ ไม่ควรเครียด หรือกังวลกับ หลุมสิว และร่องรอยแผลเป็น มากจนเกินไป ค่อยๆ รักษาและหมั่นดูแลผิวหน้าบริเวณที่มีปัญหาไป

ตามระยะเวลาที่คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญได้กำหนดไว้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว หลุมสิว.

หลุมสิว รวมวิธีรักษาหลุมสิว

หลุมสิว รวมวิธีรักษาหลุมสิว วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติ ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ จากในครัว จะมีอะไรบ้าง และต้องรักษายังไง ใครที่กำลังมีปัญหานี้ตามมาดูกันเลยค่ะ หลุมสิว.

หลุมสิว

หลุมสิว สำหรับคนที่เป็นสิว ปัญหาหนึ่งที่ต้องเจอหลังจากสิวหายและทำให้หนักใจสุด ๆ ก็คือ “รอยหลุมสิว” นั่นเอง ซึ่งรอยหลุมสิวนี้เกิดขึ้นได้จากการที่ปล่อยให้สิวอักเสบลุกลามจนกินพื้นที่ลึกลงไปถึงใต้ผิวหนังชั้นใน ซึ่งหากบีบ หรือรักษาผิดวิธี หรือแม้กระทั่งปล่อยไว้ให้หายเองโดยไม่รักษาก็จะส่งผลให้หนองกัดเซาะผิวหนังหายไป ซึ่งผลสุดท้ายก็จะทำให้ผิวยุบตัว เกิดพังผืดใต้รอยแผลเป็นจนทำให้หน้ากลายเป็นหลุมเป็นบ่อเหมือนพื้นผิวดวงจันทร์นั่นเอง ซึ่งปัญหานี้หากเป็นแล้วรักษาได้ยาก กว่าจะหายก็ต้องใช้เวลานาน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะใช่ว่าจะไม่มีวิธีรักษาเลยนะคะสาว ๆ

สำหรับวิธีรักษารอยหลุมสิวนั้น อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคืออาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ถ้าหากปฏิบัติและรักษาเป็นประจำ รอยหลุมสิวก็จะค่อย ๆ จางลงจนหายได้ในที่สุด โดยวิธีรักษานั้นก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน บางคนอาจจะพึ่งทางการแพทย์อย่างการทำเลเซอร์ ฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลดี หายเร็ว แต่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และนอกจากนี้ก็ยังมีวิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติอีกด้วย ซึ่งจะมีวิธีไหน ใช้อะไรรักษาได้บ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมมีข้อมูลมาฝากกันแล้วค่ะ ถ้าอยากหน้าใสเรียบเนียนไร้หลุมสิวเร็ว ๆ ละก็ รีบตามมาดูกันเลย…

วิธีรักษาหลุมสิว

1. ใบบัวบก

ใบบัวบก ถือเป็นสมุนไพรที่รักษารอยหลุมสิวได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะสรรพคุณของใบบัวบกนั้นมีสารไกลโคไซด์ที่สามารถช่วยในการรักษาสิว และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของชั้นผิวหนัง ทำให้ฟื้นฟูรอยแผล รอยหลุมสิวให้จางลงได้ สำหรับวิธีทำนั้นก็ง่ายมาก ๆ เลยค่ะ เพียงแค่นำใบบัวบกประมาณ 1 กำมือมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาทีแล้วล้างออก โดยให้ทำอย่างนี้เป็นประจำ รอยหลุมสิวจะค่อย ๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด

วิธีรักษาหลุมสิว

2. หอมแดงและมะนาว

นำหอมแดงมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ทุบเบา ๆ ให้น้ำหอมแดงออกมา จากนั้นบีบน้ำมะนาวใส่หอมแดงที่ฝานเอาไว้ เสร็จแล้วให้นำหอมแดงมาโปะทิ้งไว้บริเวณผิวหนังที่เป็นรอยหลุมสิว ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้ให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง รอยหลุมสิวจะค่อย ๆ จางลง เพราะในหอมแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยฟื้นฟูรอยหลุมสิว รวมถึงมะนาวก็ยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ และมีวิตามินซีสูง สามารถช่วยรักษาพวกริ้วรอยจากสิว และรอยหลุมสิวได้ดี

วิธีรักษาหลุมสิว

3. มะละกอสุก

สำหรับใครที่มีปัญหารอยหลุมสิวไม่ลึก มะละกอสุกเป็นตัวช่วยอย่างดีเลยล่ะค่ะ เพราะในมะละกอสุกนั้นจะมีเอ็นไซม์ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออก รวมถึงยังมีสรรพคุณช่วยสมานแผลได้ดี ดังนั้นจึงเป็นผลไม้ที่จะช่วยแก้ปัญหารอยหลุมสิวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยวิธีทำให้นำมะละกอสุกมาปอกเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาบดให้ละเอียด จากนั้นให้นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด เมื่อทำเป็นประจำรอยหลุมสิวก็จะค่อย ๆ จางลง

วิธีรักษาหลุมสิว

4. ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และนอกจากนี้คุณสมบัติของว่านหางจระเข้ที่สำคัญอีกอย่างก็คือช่วยสมานผิวได้ดี ช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังหดตัว และป้องกันการอักเสบ ดังนั้นใครที่มีปัญหารอยหลุมสิวว่านหางจระเข้ช่วยคุณได้ค่ะ โดยให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออกเอาแต่วุ้นใส ๆ จากนั้นนำไปล้างให้สะอาด แล้วนำมาบดให้ละเอียด เสร็จแล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก โดยให้ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง นอกจากรอยหลุมสิวจะดูจางลงแล้ว สุขภาพผิวหน้าของคุณจะดีขึ้นด้วย

วิธีรักษาหลุมสิว

5. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ก็ถือเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหารอยหลุมสิวได้ดีเลยทีเดียว เพราะในน้ำมันมะพร้าวจะมีกรดลอริกช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยให้รอยหลุมสิวอ่อนนุ่มและจางลงได้ด้วย โดยหลังจากล้างหน้าก่อนนอนให้ทาน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้จนเช้าโดยไม่ต้องล้างออก สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้ปัญหารอยหลุมสิวค่อย ๆ ดีขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยลดปัญหาสิว และทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย

การรักษาหลุมสิวให้หายนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา แต่ก็หายได้ แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันไม่ให้เกิดรอยหลุมสิวตั้งแต่แรกจะดีที่สุด โดยสิ่งที่ควรทำก็คือพยายามไม่ให้เป็นสิวอักเสบลุกลาม หรือถ้าเป็นแล้วก็ควรรีบรักษาให้สิวหายเร็ว ๆ อย่าบีบหรืออย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะถ้าขืนชักช้าเกินไปคุณอาจมีหลุมสิวอยู่บนใบหน้าแล้วก็เป็นได้ ทีนี้แหละอาจจะต้องรักษารอยหลุมสิวกันอีกนานเลยทีเดียวกว่าใบหน้าของคุณจะกลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง ดังนั้นท่องไว้เลยว่าป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุดนะคะสาว ๆ หลุมสิว.